วันอังคารที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บริการข่าวสารทันสมัย (Current Awareness Service)

กระบวนวิชา 009355 บริการห้องสมุดและบริการสารสนเทศ

ประจำวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ.2554

สรุปเรื่อง บริการข่าวสารทันสมัย (Current Awareness Service)
_______________________________________________


บริการข่าวสารทันสมัย (Current Awareness Service)
  • ความหมายของบริการข่าวสารทันสมัย
    -เป็นบริการที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับข่าวสารที่ทันสมัยและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสาขาที่สนใจ เป็นการแจ้งสารสนเทศที่เกิดขึ้นใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ห้องสมุดได้รับเข้ามา ซึ่งจะต้องคอยให้ช่วยให้ผู้ใช้ได้รับทราบถึงข้อมูลข่าวสารหรือการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นล่าสุดในปัจจุบัน โดยมีบริการข่าวสารทันสมัยที่เป็นระบบที่ห้องสมุดหรือสถาบันสารสนเทศจะต้องทำการตรวจสอบหรือวิเคราะห์เอกสารในเรื่องใหม่ๆ โดยทำการคัดเลือกให้ตรงต่อความต้องการของผู้ใช้ส่วนบุคคล หรือเป็นกลุ่ม และทำการจัดเก็บบันทึกเพื่อจัดส่งให้ตามความต้องการของผู้ใช้
    ห้องสมุดจะมีการจัดบริการข่าวสารทันสมัยให้แก่ผู้ใช้อยู่ 2 รูปแบบ ดังนี้
    (1)To education เป็นการช่วยให้ผู้ใช้ได้รับสารสนเทศที่เป็นข้อมูลเกี่ยวกับความรู้ต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นความรู้ที่มีมาแต่เดิมในอดีตหรือเป็นความรู้ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่
    (2)To inform เป็นการแจ้งข่าวสารให้ผู้ใช้ทราบ เนื่องจาก เป็นสิ่งที่เป็นความรู้ใหม่ที่ผู้ใช้จะต้องทราบในทันทีเนื่องจากเป็นข้อมูลมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้ผู้ใช้พลาดในข้อมูลข่าวสารที่สำคัญในปัจจุบันที่มีความทันสมัยต่อผู้ใช้ ซึ่งจะให้บริการทั้งที่เป็นรายบุคคล หรือกลุ่ม เพื่อให้ผู้ใช้ทราบว่ามีทรัพยากรสารสนเทศใดบ้างที่เข้ามาใหม่ในห้องสมุดหรือสถาบันสารสนเทศ หรืออาจเป็นการแจ้งว่าจะมีการจัดการประชุมใดเกิดขึ้นมาบ้าง
  • Current Awareness Service (CAS) 
    เป็นบริการสารสนเทศทันสมัย เป็นบริการแจ้งให้ผู้ใช้ทราบถึงข้อสนเทศใหม่ๆ ตามความสนใจของผู้ใช้ทันทีที่สถาบันสารสนเทศได้รับทรัพยากรสารสนเทศ หรือทราบว่ามีสารสนเทศนั้นเกิดขึ้น ในรูปแบบที่หลากหลายจากสารสนเทศสิ่งพิมพ์ เช่น หนังสือ วารสาร เอกสารการประชุม วิทยานิพนธ์ เป็นต้น สารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ เสียง (Audio) วิดีโอ และสือประสม
  • CAS อาจเรียกอีกอย่างหนึ่งได้ว่า
    -Selective Dissemination of Information service (SDI)
    -Alerting services
    -Alerts
    -Current alerting services
    -Individual article supply
  • ความแตกต่างระหว่าง CAS กับ SDI
    CAS (Current Awareness Service)
    เป็นบริการที่ให้ข้อมูลข่าวสารที่มีการจัดทำอย่างสม่ำเสมอให้แก่ผู้ใช้ โดยห้องสมุดหรือสถาบันสารสนเทศจะต้องมีการติดตามและคัดเลือกข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาในการให้บริการแก่ผู้ใช้
    SDI (Selective Dissemination of Information service)
    เป็นบริการเฉพาะที่จัดอยู่ใน CAS มีการจัดทำตามคำร้องขอของผู้ใช้ เป็นการบริการเฉพาะส่วนบุคคล ซึ่งถ้าหากหมดวัตถุประสงค์หรือหมดความต้องการของผู้ใช้บริการก็จะหยุดให้บริการนี้ทันที
  • ปรัชญาของการบริการ
    -เอกสารที่ต้องการสำหรับบุคคลที่ใช่ในเวลาที่ทัน เป็นบริการที่ผู้ใช้ได้รับเอกสารที่ตรงกับต้องการในการนำไปใช้งานได้ทันเวลาที่ผู้ใช้ต้องการนำเอกสารนั้นนำไปใช้งานได้ทันที โดยต้องทำการแจ้งผู้ใช้ในทันที
    ("The right book/documents to the right person at the right time")
  • วัตถุประสงค์
    -เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ให้ได้สารสนเทศที่ทันสมัยและตรงต่อความต้องอย่างรวดเร็ว และเปิดโอกาสในการเข้าถึงซึ่งช่วยประหยัดเวลาสำหรับผู้ใช้ เป็นบริการข่าวสารทันสมัยที่จัดเป็นบริการเชิงรุกในการให้บริการนำส่งข้อมูลข่าวสารแก่ผู้ใช้โดยผู้ใช้ไม่ต้องทำการร้องขอ หรือเรียกได้ว่าเป็นบริการนำส่งเอกสารที่ทางห้องสมุดหรือสถาบันสารสนเทศจะมีการจัดให้บริการผู้ใช้อยู่ตลอดเวลา
    -บริการข่าวสารทันสมัยจะประกอบไปด้วย เอกสารการวิจัย เว็บไซต์ กลุ่มสนทนา สิ่งพิมพ์หรือฐานข้อมูลหรืออินเทอร์เน็ต ข่าวหรือเหตุการณ์ พัฒนาการการด้านการตลาดที่เกี่ยวข้อง แจ้งข่าวหรือเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น
  • รูปแบบการบริการข่าวสารทันสมัย (CAS)
    (1)รูปแบบเดิม คือ การเวียนเอกสาร หรือจัดส่งโดยตรง
    -ห้องสมุดจะต้องมีการสำเนาหน้าปก สารบัญ หน้าแรกของบทความ หรือสาระสังเขปแนบไปกับเอกสารฉบับนั้น
    -ตัดข่าวหนังสือพิมพ์ส่ง หรือสรุปข่าว
    -นำเสนอจดหมายข่าว Newletter เป็นลักษณะในการให้บริการแจ้งข่าวสารเกี่ยวกับทรัพยากรสารสนเทศที่ออกใหม่ที่ห้องสมุดได้ทำการบอกรับ หรือแจ้งเป็นหนังสือเวียน โดยมีการแจ้งข้อมูลข่าวสารทุกเดือน หรือทุก 15 วัน
    -งาน CAS ใช้เวลาในการจัดทำเป็นระยะเวลานาน จึงได้มีการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการให้บริการผู้ใช้ เช่น มีการให้บริการ RSS เพื่อแจ้งให้ผู้ใช้ทราบถึงข่าวสารในปัจจุบันที่มีความทันต่อเหตุการณ์ในห้องสมุดหรือสถาบันสารสนเทศมาให้บริการ
    (2)ผู้ค้าฐานข้อมูล เริ่มจัดทำบริการเสริมการใช้ฐานข้อมูล เช่น
    -Injenta จะให้บริการส่งบทความใหม่ทุกอาทิตย์ในหัวข้อที่ผู้ใช้สนใจ แจ้งทางอีเมล์
    -Emerald จัดทำบริการจดหมายข่าว TOC และแจ้งบทความใหม่ในเรื่องหรือหัวข้อที่ผู้ใช้กำหนด โยแจ้งทางอีเมล์
    -Google จัดบริการ Alert แจ้งบทความใหม่ในเรื่องหรือหัวข้อที่ผู้ใช้กำหนด โดยแจ้งทางอีเมล์
  • การเวียนเอกสารแบบเดิม การเวียนเอกสารจัดทำได้ 3 วิธี ดังนี้
    (1)ส่งโดยตรงจากผู้ใช้ต่อๆกันไป และส่งกลับมายังสถาบันบริการเมื่อผู้ใช้คนสุดท้ายใช้เสร็จแล้ว
    (2)แบ่งผู้ใช้ออกเป็นกลุ่มเล็กๆ กลุ่มละประมาณ 4-5 คน โดยจัดกลุ่มผู้ใช้ตามที่อยู่ เมื่อเวียนใช้ภายในกลุ่มแล้วให้ส่งกลับมาที่สถาบันบริการสารสนเทศก่อนทุกครั้ง จากนั้นจึงจัดส่งไปยังกลุ่มอื่นต่อไป
    (3)จัดส่งโดยตรงไปยังผู้ใช้แต่ละคน โดยให้ผู้ใช้ส่งกลับมาที่สถาบันบริการสารสนเทศทุกครั้งก่อนจะส่งให้ผู้ใช้คนต่อไป
    -การกำหนดให้ผู้ใช้ส่งเอกสารกลับมายังสถาบันบริการสารสนเทศบ่อยๆ จะสามารถควบคุมการจัดส่งระหว่างผู้ใช้
    -การกำหนดให้ส่งกลับบ่อยๆ เป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ใช้บริการ และเพิ่มความเสี่ยงต่อการชำรุดสูญหาย
    -การตัดสินใจเลือกใช้วิธีการเวียนเอกสารวิธีใดต้องพิจารณาถึงสภาพการใช้และความรับผิดชอบของสมาชิกประกอบ
  • ข้อควรปฏิบัติในการเวียนเอกสาร
    (1)ไม่ควรจัดบริการนี้แก่สมาชิกใหม่ จนกว่าจะแน่ใจว่าเป็นบริการที่สมาชิกต้องการจริงๆ เนื่องจาก จะทำให้สิ้นเปลืองเวลาหากผู้ใช้คนนั้นไม่ได้ต้องการใช้เอกสารนั้นจริง ส่งผลให้ผู้อื่นได้รับเอกสารล่าช้า เสียเวลาในการรับเอกสาร
    (2)ไปเยี่ยมผู้ใช้ในที่ทำงานเป็นครั้งคราว เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ผู้ใช้ส่งเอกสารที่นำไปหมุนเวียนเร็วขึ้น
    (3)จัดลำดับให้ผู้ใช้ได้รับเอกสารก่อนหลังสลับกันบ้าง เพื่อความเสมอภาคในการได้รับสารสนเทศอย่างเท่าเทียมกัน
  • แบบฟอร์มในการเวียน
    -การจัดทำแบบฟอร์มการเวียนเอกสาร อาจมีลักษณะและรายละเอียดแตกต่างกันตามขนาดของสถาบันบริการสารสนเทศและจำนวนผู้ใช้บริการ
  • ข้อดีของการเวียนเอกสาร คือ
    (1)เป็นการกระจายสารสนเทศไปสู่ผู้ใช้ที่แน่นอน โดยเฉพาะผู้ใช้ที่อยู่ห่างไกลจากสถาบันสารสนเทศหรือผู้ที่ไม่สามารถมาใช้บริการที่สถาบันสารสนเทศด้วยตนเองได้เป็นประจำ ซึ่งเป็นการประเมินการใช้ทรัพยากรสารสนเทศในรูปสิ่งตีพิมพ์ในห้องสมุด ในการให้บริการข่าวสารทันสมัยจะเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ผู้ใช้ได้รับเอกสารก่อน เป็นผลดีกว่าการนำสิ่งพิมพ์ไปจัดวางไว้ตามชั้นหนังสือ ซึ่งสิ่งพิมพ์เหล่านั้นอาจไม่เคยถูกผู้ใช้หยิบยืมหรืออยู่ในที่ที่มองไม่เห็น ทำให้เกิดการสิ้นเปลืองงบประมาณของห้องสมุด เนื่องจาก ไม่ถูกนำมาหมุนเวียนและไม่มีผู้ใช้มาใช้ประโยชน์
    (2)เป็นการให้โอกาสผู้ใช้ได้เห็นเนื้อหาของเอกสารแต่ละรายการ รวมทั้งข่าวหรือโฆษณาในเอกสารบางรายการ ซึ่งอาจมีความสำคัญมากกว่าเนื้อหา เช่น โฆษณาแนะนำอุปกรณ์ใหม่ๆ
  • ข้อด้อยของการเวียนเอกสาร คือ
    (1)ผู้ใช้ที่ได้เอกสารคนสุดท้ายอาจได้รับสารสนเทศที่ล้าสมัยแล้ว
    (2)เสี่ยงต่อการชำรุด สุญหายของเอกสาร
    (3)เพิ่มภาระงานมากขึ้น
  • การจัดแสดงทรัพยากรสารสนเทศหใหม่
    -เป็นการนำทรัพยากรสารสนเทศที่ได้รับเข้ามาใหม่มาจัดแสดงในระยะเวลาที่เหมาะสม โดยระยะเวลาจัดแสดงไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์
    การจัดแสดงทรัพยากรสารสนเทศใหม่ ควรคำนึงถึงปัจจัยต่อไปนี้
    (1)สถานที่จัดแสดง
    -ควรเป็นบริกเวณที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ผ่านเป็นประจำ หากไม่สามารถจัดในบริเวณที่ผู้ใช้ส่วนใหญ่ผ่าน ควรทำประกาศติดไว้บริเวณที่มีผู้ผ่านเป็นประจำ และมีคำเชิญชวนดึงดูดความสนใจของผู้ใช้
    นอกจากนี้อาจจัดในสถานที่ที่ผู้ใช้สามารถมองเห็นได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณที่ใกล้กับทางเข้าออกของห้องสมุด รวมทั้งในบริเวณที่เป็นทางเดินที่มีผู้คนเดินผ่านไปมาเพื่อให้ผู้ใช้สามารถมองเห็นได้ง่าย สามารถค้นหาได้สะดวก
    (2)ประเภทของทรัพยากรที่นำมาจัดแสดง
    -ควรเลือกจัดแสดงทรัพยากรสารสนเทศที่มีรูปแบบที่หลากหลายที่มีความทันสมัยมาให้บริการแก่ผู้ใช้ เนื่องจากอาจมีผู้ใช้ที่ต้องการติดตามข้อมูลข่าวสารในเรื่องใหม่ๆ เพื่อให้ผู้ใช้เลือกที่รับข้อมูลข่าวสารที่ตรงกับความต้องการของตนได้อย่างเหมาะสม โดยที่ไม่ควรเลือกเฉพาะสาขาใดสาขาหนึ่งมาให้บริการ
    (3)วิธีการจัดแสดง
    -ควรจัดแสดงทรัพยากรสารสนเทศที่อยู่ในหมวดหมู่เดียวกันหรือประเภทเดียวกันมาไว้ในบริการเดียวกัน หรืออาจทำการจัดแบ่งวารสารจำนวนมากที่กำหนดออกไม่ตรงตามเวลาส่งผลให้ผู้ใช้ต้องคอยติดตามดูสิ่งเหล่านั้น เพื่อช่วยทำให้ผู้ใช้ประหยัดเวลาและสะดุดตาผู้ใช้ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
    (4)ระยะเวลาในการจัดแสดง
    - ส่วนใหญ่จะจัดแสดงประมาณ 2 สัปดาห์ สถาบันสารสนเทศบางแห่งจะใช้วิธีทยอยนำออกมาแสดง หรือนำรวมออกมาแสดงในครั้งเดียวเท่านั้น
    (5)การอนุญาตให้ใช้ในขณะที่จัดแสดง ในระหว่างที่จัดแสดงทรัพยากรสารสนเทศใหม่ๆอาจจะมีการอนุญาตให้ผู้ใช้ยืมออกได้เพื่อสนองความต้องการใช้ของผู้ใช้ แต่มีข้อเสียคือผู้ที่มีทีหลังจะไม่มีโอกาสได้เห็น
    (6)การดำเนินการทางเทคนิค
    -ทรัพยากรสารสนเทศส่วนใหญ่ที่นำมาจัดแสดงนั้นส่วนใหญ่เป็นทรัพยากรที่ดำเนินการทางเทคนิคมาเรียบร้อยแล้ว บ่างรายการใช้เวลาในการดำเนินการทางเทคนิคนานมากจึงทำให้สารสนเทศล้าสมัยไปแล้ว ดังนั้น จึงควรพิจารณาด้วยว่าทรัพยากรสารสนเทศรายการใด ควรนำจัดแสดงก่อนหรือหลังการดำเนินการทางเทคนิค เช่น หนังสือที่มีข้อมูลรายการในเล่ม จะดำเนินการทางเทคนิคก่อนนำออกแสดงเพราะสามารถทำได้เร็ว รวมทั้งรายการที่ต้องวิเคราะห์หมวดหมู่เองจะจัดแสดงก่อนแล้วจึงไปดำเนินการทางเทคนิค และจะดำเนินการทางเทคนิคให้ก่อนถ้ามีผู้ใช้แสดงความจำนงต้องการใช้
  • การจัดส่งบริการ CAS
    CAS จะมีประโยชน์เมื่อสามารถตอบสนองวัตถุประสงค์ได้ 2 ข้อ คือ
    (1)ให้สารสนเทศที่เป็นประโยชน์
    (2)ตามความต้องการต่อผู้รับ
  • การจัดส่งหรือการเผยแพร่บริการ สามารถทำได้ ดังนี้
    (1)สิ่่งพิมพ์ (Print)
    (2)โทรคมนาคม (Telecomms) คอมพิวเตอร์ (Computer) อินเทอร์เน็ต โทรศัพท์มือถือ
  • สิ่งพิมพ์ (Print)
    Current Awareness Bulletin ในรูปสิ่งพิมพ์ยังคงเป็นวิธีการที่ดีและนิยมแพร่หลาย สามารถใช้ได้กับองค์กรทุกขนาด ตั้งแต่ไม่ถึง 20 คน ไปจนถึงทั้งมหาวิทยาลัย การจัดบริการจะขึ้นอยู่กับความถี่ในการขอใช้บริการ
    ข้อดีของการพิมพ์
    -สามารถใช้สีได้
    -ผู้ใช้สามารถจดบันทึกลงบนกระดาษได้
    -สามารถนำกลับมาดูได้ใหม่ในวันหลัง หรืออาจนำรายการในหัวเรื่องที่สนใจมารวมกันไว้เพื่อให้บริการ
    ข้อด้อยของการพิมพ์
    -อาจสูญหายง่าย หากวางไว้ผิดที่
    -เปลืองพื้นที่ในการจัดเก็บ
    -ถูกพับ ฉีกขาดเสียหายง่าย อาจทำให้ข้อมูลบางส่วนสูญหาย
    -รักษาความลับได้ยาก เนื่องจากทุกคนสามารถเปิดอ่านได้
  • โทรคมนาคม (Telecomms)
    -โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ มือถือ
    -Voice-mail หรือ E-mail
    (1)Voice-mail
    ข้อดี คือ
    -ผู้ใช้คุ้นเคยกับการสื่อสารด้วยคำพูด ซึ่งบางครั้งผู้รับชอบฟังมากกว่าอ่าน
    ข้อเสีย คือ
    -บางคนอาจรู้สึกรำคาญหรือรู้สึกไม่ดีที่ต้องฟังข้อมูลทั้งหมด และหากขณะกำลังฟังมีผู้อื่นมาพูดแทรกอาจทำให้พลากข้อมูลที่สำคัญ
    (2)Mail
    ข้อดี คือ
    -จัดส่งได้รวดเร็ว
    -ราคาถูก
    -ประหยัดพื้นที่
    -ไม่ฉีกขาด
    -รักษาความลับได้
    ข้อเสีย คือ
    -แฟ้มข้อมูลอาจเกิดความเสียหายได้ เนื่องจากความผิดพลาดทางเทคนิค
    -การถูกรบกวนในระบบเครือข่าย อาจเผลอลบข้อมูลก่อนที่อ่านจบ
    -ลืม password ไม่สามารถเข้าใช้ได้
    -ผู้ใช้ไม่ได้สนใจหรือตรวจดูข้อมูลจะทำให้ผู้ใช้ไม่ได้รับข้อมูล ทำให้อาจพลากข้อมูลข่าวสารนั้นได้

วันอังคารที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บริการสอนการใช้ (2)

กระบวนวิชา 009355 บริการห้องสมุดและบริการสารสนเทศ

สรุปเรื่อง บริการสอนการใช้ (2)


ประจำวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ.2554
________________________________________________

บริการสอนการใช้ (ต่อ)
  • งานบริการอ้างอิงและสารสนเทศ แบ่งลักษณะงานออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
    (1)บริการสารสนเทศ (Information Services)
    -ตอบคำถาม หรือแสวงหาข้อมูลที่ผู้ใช้ต้องการ
    (2)บริการสอนการใช้ (Instruction Services)
    -สอนผู้ใช้ในการค้นคว้า และการใช้เครื่องมือค้นได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นบัตรรายการ หนังสืออ้างอิง การสืบค้นออนไลน์ การบริการสอนการใช้จะมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ใช้มีการรู้สารสนเทศ (Information Literacy Skills)
    (3)บริการแนะนำ (Guidance Services)
    -บริการแนะนำจะมีความคล้ายกับบริการสอนการใช้ แต่มีความแตกต่าง คือ จะเน้นการให้ความช่วยเหลือในขณะสืบค้น การเลือกทรัพยากรสารสนเทศที่เหมาะสม เช่น หนังสือ บทความ หรือทรัพยากรสารสนเทศที่ต้องการในเรื่องที่เฉพาะเจาะจงมากกว่าสอนการใช้
  • สมาคมห้องสมุดอเมริกันได้มีการกำหนดบริการสอนการใช้ไว้ คือ
    -หน้าที่ของห้องสมุดทุกประเภท คือ ต้องจัดการให้ผู้ใช้มีโอกาสเข้าใจในระบบการจัดการสารสนเทศ การแนะนำการใช้ห้องสมุดถือเป็นหลักการแรกในการให้บริการ
  • ความสำคัญของการรู้สารสนเทศ
    การรู้สารสนเทศเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นและมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาความรู้ความสามารถของมนุษย์ให้มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างมีระบบ มีวิจารณญาณ และความสามารถในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ อันนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงการพัฒนาประเทศสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ในสังคมใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
    -สังคมที่พึงปรารถนาเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้
    -การพัฒนาคนให้ได้รับการศึกษาสูงขึ้นได้มีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดเป็นการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ฝึกให้ผู้เรียนได้พัฒนากระบวนการคิด (Self Learning) วิเคราะห์ การแสดงความคิดเห็นและการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง 
  • การส่งเสริมการรู้สารสนเทศในสถาบันการศึกษา
    -การพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นผู้รู้สารสนเทศ จำเป็นต้องเริ่มดำเนินการปูพื้นฐานตั้งแต่การศึกษาระดับต้น และต่อเนื่องถึงระดับอุดมศึกษา และความร่วมมือระหว่างครู อาจารย์ และบรรณารักษ์จึงจะเกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะเป็นผู้รู้สารสนเทศได้อย่างดีนั้นจำเป็นต้องได้รับการฝึกฝนและการตระเตรียมอย่างเป็นระบบและมีมาตรฐาน เพื่อให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลาและตลอดไป
  • เกณฑ์และแบบทดสอบมาตรฐาน
    (1)สหรัฐอเมริกา
    Association of College and Research Libraries (ACRL)
    แบบทดสอบ Standardized Assessment of Information Literacy Skills (SAILS)
    (2)สถาบันสากล
    Education Testing Service (ETS)
    แบบทดสอบทักษะการรู้สารสนเทศออนไลน์ Information and Communication Technology Literacy Test (iSkills)
    (3)ออสเตรเลีย
    สถาบัน Council of Australian University Librarians (CAUL)
    แบบทดสอบ Information Skill Survey (ISS)
    (4)KENT
    แบบทดสอบ TRAILS
  • ห้องสมุดและการส่งเสริมการรู้สารสนเทศ
    -ห้องสมุดมีบทบาทในการสอนการรู้สารสนเทศ ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ บรรณารักษ์มีบทบาทในฐานะผู้สอนวิชาการรู้สารสนเทศ หรือร่วมกับอาจารย์ผู้สอนในการบูรณาการการสอนการรู้สารสนเทศในรายวิชาต่างๆ
    -วิธีการส่งเสริมการรู้สารสนเทศ จะอยู่ในส่วนของบริการสอนการใช้ (Instruction Services) ซึ่งเป็นบริการที่ต้องการให้ผู้ใช้รู้จักวิธีการค้นคว้า คือ การแนะนำการใช้ห้องสมุด รวมถึงทรัพยากรสารสนเทศ
    -การให้บริการนี้อาจครอบคลุมถึงหลักการสืบค้นฐานข้อมูล การใช้ฐานข้อมูล การใช้ทรัพยากรสารสนเทศประเภทต่างๆ ทั้งที่เป็นสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การประเมินทรัพยากรสารสนเทศ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเรียนรู้การค้นคว้าได้ด้วยตนเอง
    -ส่วนใหญ่จะมีให้บริการในห้องสมุดโรงเรียน ห้องสมุดมหาวิทยาลัย และห้องสมุดประชาชน แต่จะไม่มีบริการในห้องสมุดเฉพาะนอกจากบางแห่งที่มีวัตถุประสงค์เป็นพิเศษในการจัดบริการ
    ***บริการนี้ถือเป็นหน้าที่หนึ่งในการให้บริการของห้องสมุด
  • บริการสอนการใช้ห้องสมุดโดยวิธีการนำชมห้องสมุด
    -มีการจัดทำเป็นสไลด์ เว็บไซต์ วิดีโอ เพื่อใช้ในการแสดงถึงที่ตั้ง มีการใส่คำอธิบาย รวมถึงเสียงประกอบเข้าไปด้วยก็ได้ ในลักษณะเป็นแบบมัลติมีเดีย ซึ่งการผลิตสื่อจะขึ้นต่อวัตถุประสงค์ในการจัดทำของห้องสมุดเป็นสำคัญ
  • Tutorials การสอน
    -เน้นกลุ่ม Target เป็นสำคัญ การนำเสนอต้องสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้
  • การผลิตสื่อ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ ซึ่งจะมีการจัดบริการสอน
    -ไม่ควรผลิตสื่อที่มีความยาวมากจนเกินไป
    -ควรใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที
    -อาจมีการใช้สไลด์ประกอบเสียงบรรยาย
  • Open Access (OA)
    -เอกสารหรือบทความที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้อย่างเสรี โดยมีการใช้สัญญาอนุญาต Creative Common เป็นสิ่งที่ผู้ใช้สามารถนำเอาข้อมูลไปใช้ได้ แต่ต้องมีการอ้างอิงถึงแหล่งที่มาว่านำมาจากที่ใด ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า และให้ใช้สัญญาอนุญาตแบบเดียวกัน หากมีการนำไปแก้ไข ปรับปรุง หรือเปลี่ยนแปลง สามารถทำ Subtitle ได้ รวมถึงการนำเอาแนวคิดมาใช้ในการจัดทำสื่อได้เช่นกัน
  •  ทักษะของผู้สอน
    (1)การสอน
    บรรณารักษ์ต้องมีทักษะในการสอน หากไม่มีทางห้องสมุดต้องมีการส่งบรรณารักษ์ไปอบรม เพื่อให้บรรณารักษ์สามารถสอนผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อีกทั้งผู้ใช้สามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการปฏิบัติได้จริง
    (2)การประเมิน
    ต้องมีการประเมินผู้ใช้เพื่อให้ทราบว่าสามารถสอนได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่
    (3)IT Web Design
    -สามารถสร้างคลิปวิดีโอ แฟลช สไลด์ต่างๆ ได้
    (4)ทักษะการสื่อสาร
    -เพื่อใช้ในการตอบคำถามหรือการสร้างปฏิสัมพันธ์แก่ผู้ใช้ที่มาใช้บริการ รวมทั้งการอธิบาย
  • การบริหารจัดการ
    การวางแผนการเตรียมการสอนการใช้ห้องสมุด ประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ดังนี้
    (1)ประเมินความต้องการของผู้ใช้
    (2)กำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์
    (3)ประชาสัมพันธ์โปรแกรม
    (4)เตรียมอุปกรณ์การสอน
    (5)เตรียมบุคลากร
    (6)เตรียมสถานที่
    (7)ปฏิบัติตามแผนงาน

วันอาทิตย์ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บริการสอนการใช้

กระบวนวิชา 009355 บริการห้องสมุดและบริการสารสนเทศ

สรุปเรื่อง บริการสอนการใช้


ประจำวันที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ.2554

________________________________________________

บริการสอนการใช้
  • ความหมายของบริการสอนการใช้
    บริการสอนการใช้มีความสำคัญต่อห้องสมุดเป็นอย่างมาก เป็นหน้าที่ของบรรณารักษ์ที่จะต้องมีการจัดการให้ผู้ใช้มีความเข้าใจในระบบการจัดการสารสนเทศ โดยมีการให้คำแนะนำสอนการใช้หรือเสริมสร้างทักษะการรู้สารสนเทศ (Information Competency) ให้แก่ผู้เรียน บรรณารักษ์จึงมีบทบาทในการส่งเสริมให้ความรู้แก่ผู้เรียนถือเป็นความรู้พื้นฐานสำหรับการใช้บริการห้องสมุด
    หมายเหตุ : การู้สารสนเทศ (Information Literacy) บางครั้งจะหมายถึง ทักษะทางสารสนเทศ (Information Competency) โดยทั่วไปหมายถึง ความสามารถในการเข้าถึง ประเมิน จัดระเบียบ และใช้สารสนเทศจากแหล่งต่างๆ
  • ความหมายของการรู้สารสนเทศ (Information Literacy : IL)
    การรู้สารสนเทศ (Information Literacy : IL) เป็นความสามารถของบุคคลในการตระหนักถึงความต้องการสารสนเทศ การเข้าถึงสารสนเทศและแหล่งสารสนเทศ การประเมินสารสนเทศ และการนำสารสนเทศไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและส่วนรวม
  • ความหมายของทักษะการรู้สารสนเทศ (Information Literacy Skill)
    ทักษะการรู้สารสนเทศ เป็นทักษะที่ทำให้บุคคลนั้นสามารถตระหนักถึงความต้องการของตนเองได้อย่างชัดเจน สามารถวิเคราะห์ความต้องการ กำหนดลักษณะของสารสนเทศที่ตนต้องการได้ สามารถเข้าถึงสารสนเทศ (Ability to access) และเข้าใจสารสนเทศที่มีอยู่อย่างหลากหลายในแหล่งสารสนเทศต่างๆ สามารถใช้กลยุทธ์ในการสืบค้นสารสนเทศที่ต้องการ รวมทั้งสามารถประเมินหรือวิเคราะห์ สังเคราะห์สารสนเทศต่างๆ และสามารถนำมาบูรณาการหรือประยุกต์ใช้ให้เกิดความรู้ได้ ซึ่งทักษะการรู้สารสนเทศเกี่ยวข้องทั้งทักษะทางคอมพิวเตอร์ ทักษะการคิดการใช้เหตุผผล และทักษะทางภาษา ล้วนเป็นทักษะที่มีความสัมพันธ์กันในการที่จะทำให้เกิดทักษะรู้สารสนเทศได้
  • เป้าหมายสูงสุดของการรู้สารสนเทศ
    เป็นการทำให้ทุกคนกลายเป็นผู้ที่มีทักษะสารสนเทศ (Information Literate Person) และสามารถนำทักษะที่ได้ไปใช้ในการศึกษา การทำงาน และการดำเนินชีวิตประจำวันได้ และผลของการสร้างความรู้และทักษะทางสารสนเทศนี้จะเป็นการสร้างทรัพยากรบุคคลเพื่อรองรับสังคมสารสนเทศ และรองรับยุคสมัยที่เกิดการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
  • เป้าหมายการเรียนรู้ของมนุษย์ มี 4 ประการ ดังต่อไปนี้
    (1)Learn to know เรียนเพื่อให้มีความรู้และมีวิธีการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำความรู้หรือวิธีการเรียนรู้ที่ได้มาไปต่อยอด แสวงหาหรือผลิตความรู้ใหม่เพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ
    (2)Learn to do เรียนเพื่อที่จะทำเป็นหรือใช้ความรู้ไปประกอบอาชีพและสร้างประโยชน์แก่สังคม
    (3)Learn to live with the others เรียนเพื่อดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ในสังคมอย่างมีความสุขและสร้างสรรค์
    (4)Learn to be เรียนเพื่อที่จะเป็นผู้ที่รู้จักตนเองอย่างถ่องแท้ สามารถพัฒนาตนได้เต็มศักยภาพ หรือพัฒนาตนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
  • ความสำคัญของการรู้สารสนเทศ มีมุมมองที่น่าสนใจ ดังนี้
    (1)เป็นการแสวงหาสารสนเทศตามต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    (2)ได้รับรู้โอกาสในการเลือกใช้แหล่งสารสนเทศและแยกแยะแหล่งสารสนเทศได้
    (3)ได้วิเคราะห์และเลือกใช้สารสนเทศจากเครื่องมือสืบค้นสารสนเทศ เช่น จากคอมพิวเตอร์ และจากเทคโนโลยีสารสนเทศประเภทอื่นๆ
    (4)มีความสะดวกต่อการใช้มวลชนที่หลากหลายที่เหมาะสมที่สุด
    (5)มีความระมัดระวังต่อการใช้สารสนเทศทั้งที่เชื่อถือได้และเชื่อถือไม่ได้
    (6)สามารถถ่ายทอดสารสนเทศที่รู้ให้ผู้อื่นทราบได้
  • องค์ประกอบของสารสนเทศ มี 5 ประการ ดังต่อไปนี้
    (1)ความสามารถในการตระหนักว่าเมื่อใดต้องการสารสนเทศ และมีความตระหนักว่าสารสนเทศเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจ รวมทั้งสารสนเทศที่ถูกต้องจะช่วยให้สามารถทำงานได้ดีขึ้น
    (2)ความสามารถในการค้นหาสารสนเทศ รู้ว่าจะได้สารสนเทศจากที่ใด และจะสืบค้นสารสนเทศได้อย่างไร
    (3)ความสามารถในการประเมินสารสนเทศและแหล่งสารสนเทศในฐานเป็นผู้บริโภคสารสนเทศที่มีวิจารณญาณ
    (4)ความสามารถในการประมวลผลสารสนเทศ กล่าวคือ สามารถคิด และวิเคราะห์สารสนเทศ
    (5)ความสามารถในการใช้และสื่อสารสารสนเทศให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีความเข้าใจประเด็นต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารสนเทศ ตลอดจนการเข้าถึงและการใช้สารสนเทศอย่างมีจริยธรรมและถูกกฎหมาย
    ดังนั้น การรู้สารสนเทศจึงมีบทบาทสำคัญต่อการศึกษาทุกระดับตั้งแต่ระดับประถมศึกษาไปจนถึงระดับอุดมศึกษา เพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ด้วยตนเอง การรู้สารสนเทศจึงเป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิตซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาคุณภาพของตนเอง และหากประเทศใดมีประชากรที่เรียนรู้ตลอดชีวิต ถือว่าทรัพยากรมนุษย์ของประเทศนั้นย่อมมีคุณภาพที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ
  • คุณสมบัติของผู้รู้สารสนเทศในด้านอื่นๆ ประกอบไปด้วย
    (1)การรู้ห้องสมุด (Library Literacy) ผู้เรียนต้องรู้ว่าห้องสมุดเป็นแหล่งรวบรวมสารสนเทศในสาขาวิชาต่างๆ ไว้ในรูปแบบที่หลากหลายทั้งในรูปสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ และสืออิเล็กทรอนิกส์ รู้วิธีการจัดเก็บสื่อ รู้จักใช้เครื่องมือช่วยค้นต่างๆ รู้จักกลยุทธ์ในการค้นคืนสารสนเทศแต่ละประเภท รวมทั้งบริการต่างๆ ของห้องสมุด โดยเฉพาะห้องสมุดของสถาบันการศึกษาที่ผู้เรียนกำลังศึกษาอยู่จะต้องรู้จักอย่างลึกซึ้งในประเด็นต่างๆ ดังกล่าวแล้ว การรู้ห้องสมุดครอบคลุมการรู้แหล่งสารสนเทศอื่นๆ ด้วย
    (2)การรู้คอมพิวเตอร์ (Computer Literacy) ผู้เรียนต้องรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอรเบื้องต้นในเรื่องของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ การเชื่อมประสาน และการใช้ประโยชน์จากคอมพิวเตอร์ เช่น การพิมพ์เอกสาร การส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การใช้อินเตอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสาร รวมถึงการรู้ที่ตั้งของแหล่งสารสนเทศ เป็นต้น
    (3)การรู้เครือข่าย (Network Literacy) ผู้เรียนต้องรู้ขอบเขตและมีความสามารถในการใช้สารสนเทศทางเครือข่ายเชื่อมโยงถึงกันทั่วโลก สามารถใช้กลยุทธ์การสืบค้นสารสนเทศจากเครือข่าย และการบูรณาการสารสนเทศจากเครือข่ายกับสารสนเทศจากแหล่งอื่นๆ
    (4) การรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เห็น (Visual Literacy) ผู้เรียนสามารถเข้าใจและแปลความหมายสิ่งที่เห็นได้รวมถึงความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การเรียนรู้ การแสดงความคิดเห็น และสามารถใช้สิ่งที่เห็นนั้นในการทำงานและการดำรงชีวิตประจำวันของตนเองได้ เช่น สัญลักษณ์ที่พบเห็นได้ตามสถานที่ต่างๆ
    (5)การรู้สื่อ (Media Literacy) ผู้เรียนต้องสามารถเข้าถึง วิเคราะห์ และผลิตสารสนเทศจากสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ ภาพยนตร์ วิทยุ ดนตรี หนังสือพิมพ์ นิตยสาร เป็นต้น รู้จักเลือกรับสารสนเทศจากสื่อที่แตกต่างกัน รู้ขอบเขตและการเผยแพร่สารสนเทศของสื่อ เข้าใจถึงอิทธิพลของสื่อ และสามารถพิจารณาตัดสินได้ว่าสื่อนั้นๆ มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงไร
    (6)การรู้สารสนเทศดิจิทัล (Digital Literacy) ผู้เรียนสามารถเข้าใจและใช้สารสนเทศรูปแบบซึ่งนำเสนอในรูปดิจัทัลผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์ ตัวอย่างการรู้สารสนเทศดิจิทัล เช่น สามารถดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลจากแหล่งทรัพยากรสารสนเทศที่เข้าถึงในระยะไกลมาใช้ได้ รู้ว่าคุณภาพสารสนเทศที่มาจากเว็บไซต์ต่างๆ แตกต่างกันรู้ว่าเว็บไซต์น่าเชื่อถือและเว็บไซต์ไม่น่าเชื่อถือ รู้จักโปรแกรมการค้นหา สามารถสืบค้นโดยใช้การสืบค้นขั้นสูง รู้เรื่องของกฎหมายลิขสิทธิ์ที่คุ้มครองทรัพยากรสารสนเทศบนเว็บไซต์ การอ้างอิงสารสนเทศจากเว็บไซต์
    (7)การมีความรู้ด้านภาษา (Language Literacy) ผู้เรียนมีความสามารถกำหนดคำสำคัญสำหรับการค้น ในขั้นตอนการค้นคืนสารสนเทศที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ การค้นสารสนเทศจากอินเตอร์เน็ต และการนำเสนอสารสนเทศที่ค้นมาได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่จำเป็นมากที่สุด เนื่องจากเป็นภาษาสากล และสารสนเทศส่วนใหญ่เผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษ
    (8) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking) ผู้เรียนสามารถคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตัดสินใจเลือกรับสารสนเทศที่นำเสนอไว้หลากหลาย โดยการพิจารณาทบทวนหาเหตุผล จากสิ่งที่เคยจดจำ คาดการณ์ โดยยังไม่เห็นคล้อยตามสารสนเทศที่นำเสนอเรื่องนั้นๆ แต่จะต้องพิจารณาใคร่ครวญไตร่ตรองด้วยความรอบคอบและมีเหตุผลว่าสิ่งใดสำคัญมีสาระก่อนตัดสินใจเชื่อ จากนั้นจึงดำเนินการแก้ปัญหา
    (9)การมีจริยธรรมทางสารสนเทศ (Information Ethic) การสร้างผู้เรียนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณ มีความสำคัญและเป็นเป้าหมายหลักของการจัดการศึกษา เพื่อปลูกฝังผู้เรียนให้รู้จักใช้สารสนเทศโดยชอบธรรมบนพื้นฐานของจริยธรรมทางสารสนเทศ เช่น การนำข้อความหรือแนวคิดของผู้อื่นมาใช้ในงานของตนจำเป้นต้องอ้างอิงเจ้าของผลงานเดิม การไม่นำข้อมูลที่ขัดต่อศีลธรรมและจรรยาบรรณของสังคมไปเผยแพร่ เป็้นต้น
  • ความสำคัญ การรู้สารสนเทศมีความสำคัญต่อความสำเร็จของบุคคลในด้านต่างๆ ดังนี้(1)การศึกษา การรู้สารสนเทศเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการศึกษาของบุคคลทุกระดับ ทั้งการศึกษาในระบบโรงเรียน การศึกษานอกระบบโรงเรียน การศึกษาตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาในปัจจุบัน มีการปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ดังนั้น บทบาทของผู้สอนจึงเปลี่ยนเป็นผู้ให้คำแนะนำชี้แนะโดยอาศัยทรัพยากรเป็นพื้นฐานสำคัญ(2)การดำรงชีวิตประจำวัน การรู้สารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญในการดำรงชีวิตประจำวัน เพราะผู้รู้สารสนเทศจะเป็นผู้ที่สามารถวิเคราะห์ประเมินและใช้สารสนเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ตนเอง เมื่อต้องการตัดสินใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หากเราเป็นผู้ใช้ก็ต้องพิจารณามาตรฐาน คุณภาพในการให้บริการของห้องสมุด และเปรียบบเทียบบริการที่มีในห้องสมุด แล้วจึงทำการตัดสินใจเลือกรับการให้บริการของห้องสมุดที่ดีที่สุดและตรงกับความต้องการของเราในการนำสารสนเทศไปใช้งาน เป็นต้น(3)การประกอบอาชีพ การรู้สารสนเทศมีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพราะ บุคคลนั้นสามารถแสวงหาสารสนเทศที่มีความจำเป็นต่อการประกอบอาชีพของตนเองได้ เมื่อห้องสมุดประสบปัญหาเรื่องวารสารมีราคาที่สูงขึ้น จึงปรับเปลี่ยนมาบอกรับวารสารอิเล็กทรอนิกส์แทน เนื่องจาก เสียค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า และหากบอกรับคู่กับสิ่งพิมพ์ก็จะได้รับส่วนลดได้อีกด้วย เพื่อให้ห้องสมุดยังคงมีการให้บริการสารสนเทศได้ดังเดิมและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แม้จะประสบปัญหาเหล่านี้ก็ตาม(4)สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง การรู้สารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะสังคมในยุคสารสนเทศ (Information Age) บุคคลจำเป็นต้องรู้สารสนเทศเพื่อปรับตนเองให้เข้ากับสังคมเศรษฐกิจ และการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการอยู่ร่วมกันในสังคม การบริหารจัดการ การดำเนินธุรกิจและการแข่งขัน การบริหารบ้านเมืองของผู้นำประเทศ เป็นต้น อาจกล่าวได้ว่าผู้รู้สารสนเทศ เป็นผู้ที่มีอำนาจสามารถชี้วัดความสามารถขององค์กรหรือประเทศชาติได้ ดังนั้น ประชากรที่เป็นผู้รู้สารสนเทศจึงถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีค่ามากที่สุดของประเทศ
  • สรุปการรู้สารสนเทศ
    การรู้สารสนเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องของการพัฒนาขั้นต่อมาจากการรู้หนังสือที่เป็นความรู้ ความสามารถขั้นพื้นฐานของมนุษย์ที่มีมาแต่เดิมในสังคม การรู้สารสนเทศคือเครื่องมือพื้นฐานที่จำเป็นของมนุษย์ เป็นความสามารถพื้นฐานใหม่และเป็นความต้องการของสังคมฐานความรู้ยุคปัจจุบันในศตวรรษที่ 21 หรือสหัสวรรษใหม่ ห้องสมุดและสถาบันการศึกษาระดับต่างๆ โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยพึงให้ความใส่ใจในเรื่องนี้และพัฒนานักศึกษาให้เป็นผู้รู้สารสนเทศอย่างแท้จริง ทั้งนี้เพราะเป็นสังคมแห่งความรู้หรือยุคดิจิทัล ต้องการบุคคลที่มีความเป็นอิสระทางปัญญา ซึ่งจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต
  • ลักษณะการจัดบริการสอนการใช้ของห้องสมุด แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้
    (1)บริการสอนหรือแนะนำเฉพาะบุคคล (One-to-One Instruction)
    -เป็นบริการที่บรรณารักษ์ให้ความช่วยเหลือผู้ใช้เป็นรายบุคคลเมื่อผู้ใช้มีปัญหาต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในการที่จะได้มาซึ่งสารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการ เนื่องจากขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดระบบห้องสมุด ปัญหาการใช้ทรัพยากรสารสนเทศบางประเภท ระบบการจัดการ การจัดเก็บ และการบริการ ซึ่งบรรณารักษ์จะต้องจัดบริการให้คำแนะนำและสอนการใช้งานในห้องสมุดแก่ผู้ใช้โดยตรง โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องไปขอรับบริการคำแนะนำหรือการสอนจากบรรณารักษ์ก่อน อีกทั้งบรรณารักษ์จึงควรเอาใจใส่ต่อผู้ใช้ที่มาใช้บริการห้องสมุดด้วย เพื่อให้ผู้ใช้เกิดการเรียนรู้และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งจะเป็นสิ่งที่อยู่ติดตัวกับผู้ใช้ได้อย่างยั่งยืน
    (2)การให้บริการเป็นกลุ่ม (Group Instruction)
    -เป็นบริการที่เหมาะสำหรับกลุ่มผู้ใช้ที่เข้ามาใช้บริการในห้องสมุด
    -สำหรับการบริการเป็นกลุ่มจะมีทั้งการบริการที่ไม่เป็นทางการ ซึ่งก็คือบริการที่ผู้ใช้เป็นผู้ร้องขอให้บรรณารักษ์สอนการใช้ห้องสมุด และบริการที่เป็นทางการ ซึ่งก็คือห้องสมุดจะมีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนเอาไว้ในห้องสมุด
    -ลักษณะการให้บริการเป็นการให้ความรู้เกี่ยวกับระบบการจัดการในห้องสมุด แผนกต่างๆ ในห้องสมุด ทรัพยากรที่ห้องสมุดมี บริการห้องสมุดสำหรับผู้ใช้ และแนะนำให้รู้จักบุคลากรในแผนกต่างๆ
    -การแนะนำอาจจะมีการจัดทำคู่มือการใช้ห้องสมุดทั้งที่เป็นสิ่งพิมพ์ และเสนอบนอินเทอร์เน็ต เกี่ยวกับการใช้ฐานข้อมูล วิธีการสืบค้น วิธีการศึกษาค้นคว้า สำหรับใช้ประกอบการแนะนำ หรือการสอนผู้ใช้ห้องสมุด นอกเหนือจากการแนะนำโดยบรรณารักษ์
    ***การบริการทางตรงโดยบรรณารักษ์ หรือบุคลากรห้องสมุดจะเป็นการสร้างสัมพันธ์ที่ดีแก่ผู้ใช้มากกว่าการใช้สื่ออืนๆ มาแทนในการแนะนำห้องสมุด
  • สำหรับการให้บริการเป็นกลุ่ม สามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้
    (1)การนำชมห้องสมุด (Library Tour/Orientation)
    -เป็นการแนะนำของบรรณารักษ์แก่ผู้ใช้เกี่ยวกับลักษณะทางกายภาพของห้องสมุด เพื่อให้ผู้ใช้เกิดความคุ้นเคยกับลักษณะทางกายภาพของห้องสมุด ผู้ใช้สามารถทราบได้ว่าทรัพยากรสารสนเทศแต่ละอย่างนั้นจัดให้บริการที่ใดของห้องสมุด ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการค้นหาแก่ผู้ใช้ที่มาใช้บริการในครั้งถัดไป ก่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วในการใช้งานแก่ผู้ใช้ รวมถึงการแนะนำแผนที่ของห้องสมุด เพื่อให้ผู้ใช้สามารถค้นหาตำแหน่งของบริการภายในห้องสมุดเมื่อผู้ใช้ต้องการเข้าไปใช้บริการได้
    -เป็นการแนะนำให้ผู้ใช้เรียนรู้เกี่ยวกับแผนกบริการของห้องสมุดจะต้องสร้างความสัมพันธ์ในเบื้องต้นเพื่อการเข้ามาใช้ครั้งต่อไป ควรมีการแนะนำให้ผู้ใช้รู้จักกับเจ้าหน้าที่ของห้องสมุดในบางแผนก เช่น บรรณารักษ์แผนกบริการอ้างอิง แผนกวารสาร เป็นต้น-การบริการหรือบริการพิเศษ เช่น การแนะนำการสืบค้นด้วยคอมพิวเตอร์ บริการยืมระหว่างห้องสมุด บริการแฟ้มข้อมูล (Information Files) บริการแนะนำแหล่งข้อมูลเฉพาะ (Subject Guide)-การอธิบายโดยสรุปเกี่ยวกับการจัดระบบห้องสมุด และแนวทางค้นคว้าในห้องสมุด เพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงวิธีการได้มาซึ่งสารสนเทศที่ต้องการ-กฎระเบียบการใช้ห้องสมุด
    ***การนำชมห้องสมุดเป็นการกระตุ้นให้ผู้ที่ได้รับการแนะนำเข้ามาใช้ห้องสมุดในครั้งต่อไป และเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบรรณารักษ์และผู้ใช้
    (2)บริการสอนการใช้เครื่องมือการค้น (One-Short Lectures)
    -เป็นวิธีการและลักษณะการบริการจะคล้ายกับการให้บริการในระดับบุคคล แต่จัดให้เป็นกลุ่ม อาจจะทำก็ต่อเมื่อมีผู้ใช้ทำการร้องขอมายังบรรณารักษ์ หรือห้องสมุดจัดบริการโดยกำหนดตารางเวลาในการให้คำแนะนำ ขอบเขตของเนื้อหาที่จะแนะนำเป็นครั้งๆ
    -การแนะนำเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือการค้นนี้จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นคว้า เรียนรู้การใช้คู่มือ และสามารถสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    -ในกรณีที่เป็นการใช้ฐานข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศห้องสมุดออนไลน์ และการใช้ฐานข้อมูลต่างๆ หรือโปรแกรมใช้งานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ทางห้องสมุดอาจจะมีการจัดบรรณารักษ์ให้มีการสอนเพื่อฝึกฝนการใช้งานของผู้ใช้ให้เกิดการเรียนรู้และสามารถลงมือปฏิบัติได้จริง ผู้ใช้สามารถใช้เครื่องมือการค้นได้ด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการใช้งานเพื่อการสืบค้นของผู้ใช้ เนื่องจาก มีความสะดวก รวดเร็ว และประหยัดเวลาในการสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการได้
    (3)บริการสอนการค้นคว้า
    -เป็นบริการที่ช่่วยให้ผู้ใช้มีทักษะการรู้สารสนเทศ (Information Literacy) มีทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต
    -เป็นการพัฒนาให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้อย่างรวดเร็ว รู้จักการคัดเลือก วิเคราะห์สารสนเทศ และการใช้สารสนเทศ การประเมินและวิเคราะห์ทรัพยากร และการได้มาซึ่งสารสนเทศที่ผู้ใช้ต้องการ จริยธรรมในการใช้สารสนเทศ เพื่อไม่ให้ละเมิดลิขสิทธิ์ของเจ้าของผลงาน และการนำเสนอสารสนเทศ
    ***บรรณารักษ์จะสอนวิธีการสืบค้นสารสนเทศ วิธีรวบรวมข้อมูลทั้งในห้องสมุดและภายนอกห้องสมุดจากแหล่งสารสนเทศอื่นๆ
  • ลักษณะการสอนที่บรรณารักษ์สามารถทำได้ มีการจัดการสอน เพื่อพัฒนาการรู้สารสนเทศให้กับผู้เรียน โดยมีความสอดคล้องกับหลักสูตรการเรียนการสอนของผู้เรียน เพื่อเป็นพื้นฐานให้ผู้เรียนสามารถค้นหาสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งมีลักษณะการสอนดังต่อไปนี้
    (1)การสอนเป็นรายวิชาอิสระ (Standard-Alone Course on Class)
    สอนเป็นรายวิชาหนึ่งของหลักสูตร ซึ่งอาจจะเป็นวิชาบังคับหรือวิชาเลือกขึ้นอยู่กับนโยบายของสถาบันการศึกษาแต่ละแห่ง
    (2)บทเรียนออนไลน์ (Online Tutorials)
    เป็นการสอนผ่านเว็บไซต์ มีการใช้สื่อประสมและเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตช่วยในการพัฒนาบทเรียนให้สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
    (3)สมุดผึกหัด (Workbook)
    ประกอบด้วยเนื้อหาบทเรียนกะทัดรัด และเน้นการทำแบบฝึกหัด เพื่อฝึกหัดทักษะการรู้สารสนเทศ
    (4)การสอนเป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา (Course-related Instruction)
    เป็นการสอนการรู้สารสนเทศที่สอดแทรกอยู่ในรายวิชาต่างๆ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนรู้จักการสืบค้นสารสนเทศที่เกี่ยวข้องกับวิชานั้นๆ
    ***เป็นหน้าที่ของบรรณารักษ์หรือครูผู้สอนอาจจะเป็นคนสอน (ไม่จำเป็นต้องเป็นบรรณารักษ์) มีบทบาทเข้าไปช่วยสอนการรู้สารสนเทศ โดยเฉพาะห้องสมุดโรงเรียน
    (5)การสอนแบบบูรณาการกับรายวิชาอื่นในหลักสูตร (Course-Integrated Instruction)
    เป็นการสอนที่พัฒนาขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง โดยจัดทำหลักสูตรตั้งแต่การกำหนดวัตถุประสงค์และรูปแบบสอนจะต้องสอดคล้องกับกิจกรรมการสอนในรายวิชา ซึ่งอาจารย์ผู้สอนและบรรณารักษ์จะต้องทำงานร่วมกันในการวางแผนและการดำเนินการสอนในลักษณะสอนเป็นทีม

              วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

              บริการนำส่งเอกสาร (Document Delivery Services)

              กระบวนวิชา 009355 บริการห้องสมุดและบริการสารสนเทศ

              สรุปเรื่อง บริการนำส่งเอกสาร (Document Delivery Services)

              ประจำวันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ.2554

              __________________________________________________

              บริการนำส่งเอกสาร (Document Delivery Services)
              • ความหมายของบริการนำส่งเอกสาร (Document Delivery Services)
                -บริการนำส่งเอกสารเป็นการจัดหาเอกสารที่ผู้ใช้ต้องการทั้งเอกสารที่พิมพ์เผยแพร่และยังไม่ได้เผยแพร่ และจัดส่งในรูปแบบกระดาษ หรือวัสดุย่อส่วน หรือเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ ด้วยวิธีการส่งที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งในการให้บริการนำส่งเอกสารจะมีการคิดค่าบริการ บางห้องสมุดอาจจะไม่คิดค่าใช้จ่ายในการให้บริการ  ผู้บริการนำส่งจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ และต้องมีการขออนุญาตจากผู้มีสิทธิ์ในผลงานเสียก่อน เพื่อตกลงทำการเสียค่าลิขสิทธิ์ให้ถูต้อง อาจมีการรวมค่าภาษี (Tax) ก่อนนำสำเนาหรือบทความนำส่งลูกค้า ซึ่งบริการนี้อาจใช้เป็นแหล่งรายได้ของห้องสมุดหรือห้องสมุดทำร่วมกับผู้แทนจัดจำหน่าย
              • บริการเสริม ILL
                -มีการจัดทำทั้งภายในและภายนอกองค์กร เพื่อให้ผู้ใช้ได้มาซึ่งทรัพยากรสารสนเทศที่ตรงกับความต้องการ ซึ่งไม่มีการให้บริการในห้องสมุด เนื่องจาก วารสารบางเล่มมีราคาสูง นอกจากนี้ ห้องสมุดสามารถติดต่อผ่านผู้แทนจัดจำหน่าย เพื่อให้ผู้ใช้ได้ทรัพยากรสารสนเทศที่ตนต้องการได้ อีกทั้ง หากห้องสมุดมีการสั่งซื้อผ่านตัวแทนจัดจำหน่าย มักจะได้รับบริการพิเศษและได้รับส่วนลดเป็นจำนวนมาก จะทำให้ผู้ใช้เสียค่าใช้จ่ายน้อยลง
                -มีการบริการหนังสือ บทในหนังสือ บทความวารสาร รายงานการประชุม รายงาน การวิจัย สื่อโสต และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เนื่องจากห้องสมุดไม่มีให้สำหรับจัดบริการให้แก่ผู้ใช้ได้
                -มีการติดต่อเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารที่ผู้ใช้ต้องการจากผู้จัดจำหน่าย (บทความ) เช่น วารสารมีราคาสูง จะใช้บริการเป็นครั้งๆ เมื่อต้องการ (Pay per use)
                -การจัดการให้ผู้ใช้ได้เอกสารผ่านฐานข้อมูล
              • ปรัชญาการบริการ
                (1)ไม่มีห้องสมุดใดที่สามารถมีทรัพยากรสารสนเทศครบตามที่ผู้ใช้ต้องการ
                (2)เพื่อสนองความต้องการของผู้ใช้
                (3)เพื่อแก้ปัญหาการบริการ ในกรณีที่เกิดไฟไหม้ น้ำท่วม และสูญหายไปจากห้องสมุด
                (4)เพื่อเพิมศักยภาพในการบริการ หากมีการปรับปรุงและพัฒนาการให้บริการอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ผู้ใช้ได้รับริการที่มีประสิทธิภาพ และยังเป็นการแสดงถึงคุณภาพในการให้บริการของห้องสมุดได้เป็นอย่างดี
              • วัตถุประสงค์ในการให้บริการ
                (1) เพื่อสามารถให้บริการผู้ใช้แบบ Just in time หมายถึง การให้บริการหรือดำเนินการจัดหาทรัพยากรสารสนเทศไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็ตามให้แก่ผู้ใช้ได้ทันต่อความต้องการและทันต่อระยะเวลาเมื่อผู้ใช้ต้องการ 
              • สาเหตุ-การส่งเอกสารเริ่มมาจากการยืมระหว่างห้องสมุด
                -งบประมาณลดลง ผู้ใช้ถูกจำกัดการใช้งาน
              • วิธีการบริการ
                (1)แบบเดิม มีการบริการจัดส่งทางไปรษณีย์ โทรสาร (Uncover/Ingenta)
                (2)แบบปัจจุบัน มีการบริการจัดส่งสารสนเทศทางอิเล็กทรอนิกส์ สแกนส่ง แนบไฟล์ จัดหาหนทาง
              • วิธีการนำส่ง (แบบฉบับพิมพ์)
                -มีทั้งการนำส่งภายในและภายนอกองค์กรหรือหน่วยงาน
                (1)ทางไปรษณีย์
                -มีความล่าช้าและใช้ระยะเวลานานกว่าทรัพยากรสารสนเทศจากห้องสมุดถึงผู้ใช้ หรืออาจสูญหาย ทำให้ผู้ใช้ไม่ได้รับในสิ่งที่ต้องการได้
                (2)ทางโทรสาร
                -เอกสารที่ผู้ใช้ได้รับ ตัวหนังสือหรือข้อความอาจไม่ชัดเจนหรือขาดหายบางส่วนได้ หรือผู้ใช้ได้รับเพียงบางส่วน
                (3)ทางยานพาหนะ
                -มีความสะดวกและรวดเร็วในการให้บริการ ควรใช้ยานพาหนะให้เหมาะสมและคำนึงถึงปริมาณทรัพยากรสารสนเทศที่จัดส่งให้กับผู้ใช้
                Electronic Document Delivery Services คือ การจัดส่งในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะมีความสะดวกและรวดเร็วเป็นอย่างมาก
                (1)ทาง E-mail
                -มีข้อจำกัด คือ ต้องเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจึงจะสามารถจัดส่งได้
                (2)นำส่งด้วยภาพลักษณ์เอกสาร (Document image system)
                -เป็นการส่งเอกสารแบบ Tiff File ไม่สามารถคัดลอกได้ เนื่องจากเป็น Image File
                -แจ้งทางอีเมล์
                -ส่ง URL ให้ผู้ใช้เปิดดู
              • ผู้ให้บริการ
                (1)สถาบันบริการสารสนเทศ
                (1.1)การจัดส่งภายในสถาบัน
                -ทางอีเมล์
                -ทางระบบออนไลน e-office
                -ยานพาหนะ
                (1.2)การจัดส่งระหว่างสถาบัน
                -มีการทำข้อตกลงร่วมกัน เพื่อใช้เป็นมาตรฐานในการให้บริการ
                (2)ตัวแทนจัดหาและจัดส่งเอกสาร
                -ผู้ให้บริการทั่วไป Ingenta
                --->ผู้จัดจำหน่าย
                --->ให้บริการข้อมูลในระดับสาระสังเขปเท่านั้น หากต้องการฉบับเต็มต้องเสียค่าใช้จ่ายในการสั่งซื้อ
                -ผู้ให้บริการเฉพาะด้านสาขา Proquest/UMI Thesis
                -ผู้ให้บริการที่เป็นผู้จำหน่ายฐานข้อมูล Elsevier Science , SpringerLink , Gordon&Breach
                -ผู้ให้บริการที่เป็นผู้จัดจำหน่ายฐานข้อมูล Dialog , Dissertation Abstract Online-DAO
                -ผู้ให้บริการที่เป็นนายหน้าค้าสารสนเทศ (Information) Infotrieve
                --->เมื่อทำการสั่งซื้อเสร็จ จะมาแจ้งเตือนทางอีเมล์
                --->ไม่มีฐานข้อมูลเป็นของตนเอง
                --->เป็นคนกลางที่ทำการดึงข้อมูลในแต่ละฐานข้อมูลเชิงพาณิชย์มาให้
                -ห้องสมุดจัดเตรียมให้
                --->ในกรณีไม่มีการให้บริการแก่ผู้ใช้ได้ ต้องมีการให้แหล่งสืบค้นและสามารถไปศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองได้
                --->ต้องมีการจัดหาหนทางจัดเตรียมไว้ให้กับผู้ใช้ ในกรณีไม่สามารถให้บริการได้
                --->มีการจัดบริการให้รายการของ DD
              • การดำเนินการในการขอใช้บริการ มี 2 แบบ ดังนี้
                (1)แบบฟอร์ม DD กระดาษ อัตโนมัติ
                (2)ขอบริการออนไลน์ หรือสมัครเป็นสมาชิก 
                -เช่น การให้บริการของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ให้บริการทางออนไลน์ หากเป็นการให้บริการแก่ห้องสมุดอื่นจะอยู่ในรูปการค้าขายเอกสาร
              • ข้อคำนึงการให้บริการ DD
                (1)ลิขสิทธิ์
                (2)ค่าใช้จ่ายในการนำส่งเอกสาร ค่าสำเนา ค่าส่ง บุคลากร ค่าลิขสิทธิ์ตอบแทน ค่าตรวจสอบแหล่งสารสนเทศ ค่าบอกรับ ผู้ใช้จะต้องรับผิดชอบ
                (3)การเข้าถึงและกรรมสิทธิ์
                (4)ความสามารถในการเข้าถึงต่างระบบ
                (5)ค่าเสียหาย อาจมีค่าเสียหายหรือการสูญเสียเกิดขึ้น
              • การดำเนินการเมื่อได้รับเอกสาร
                -แจ้งผู้ขอทันที
                -จัดการให้มีการส่งคืนตามกำหนด
                -บทความที่ให้บริการเป็นของผู้ใช้

              วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

              บริการหนังสือสำรอง

              กระบวนวิชา 009355 บริการห้องสมุดและบริการสารสนเทศ

              สรุปเรื่อง บริการหนังสือสำรอง

              ประจำวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2554
              ___________________________________________

              บริการหนังสือสำรอง


              • ควาหมายของบริการหนังสือสำรอง
                -บริการหนังสือสำรองเป็นบริการที่ห้องสมุดจัดเพื่อให้อาจารย์นำหนังสือที่ให้บริการของห้องสมุดในการนำมาใช้ประกอบการเรียนการสอนสำหรับวิชาต่างๆ โดยนักศึกษาสามารถสืบค้นรายการหนังสือสำรองได้จากระบบสืบค้นข้อมูลของห้องสมุดได้จากชื่ออาจารย์ผู้สอน รายวิชาที่สอน หนังสือของห้องสมุดที่นำมาจัดเป็นบริการหนังสือสำรองจะมีระยะเวลาให้ยืมที่สั้น อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับนโยบายห้องสมุดว่าจะกำหนดให้ผู้ใช้ยืมหนังสือสำรองได้นานเท่าใด  หากเป็นสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สามารถยืมหนังสือสำรองได้นานถึง 3 วัน เพื่อให้มีการหมุนเวียนการใช้งานอย่างทั่วถึง นอกจากหนังสือสำรองจะเป็นหนังสือที่อาจารย์กำหนดให้นักศึกษาที่ลงทะเบียนในวิชาต่างๆ แล้ว ห้องสมุดยังได้นำหนังสือที่ได้รับความนิยมหรือเป็นที่ต้องการใช้มาก หรือหนังสือที่มีความน่าสนใจมาจัดทำเป็นหนังสือสำรองด้วย ผู้ที่สนใจสามารถเข้ารับบริการยืมได้ที่เคาน์เตอร์บริการยืม-คืนหนังสือของห้องสมุดได้ทุกแห่ง
                -สำหรับการสืบค้นรายการหนังสือสำรองของทางสำนักหอสมุดมหาวิทยาลัยเชียงใหม่สามารถเรียกรายการหนังสือสำรองได้จากระบบสืบค้นข้อมูลของห้องสมุดได้ 2 ทาง ดังนี้
                (1)สืบค้นจากชื่ออาจารย์ผู้สอน
                (2)สืบค้นจากรายวิชา
              • ปรัชญาของหนังสือสำรอง
                (1)ส่งเสริมการเรียนการสอน
                (2)มีสารสนเทศสำหรับผู้ใช้เมื่อต้องการ
              • หลักการยืมหนังสือสำรอง
                (1)หนังสือสำรองเป็นทรัพยากรที่มีการจำกัดระยะเวลาในการยืม เพื่อทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน เนื่องจากทรัพยากรสารสนเทศในห้องสมุดมีอยู่อย่างจำกัด ในบางครั้ง หนังสืออาจไม่เพียงพอให้ผู้ใช้สามารถยืมได้เป็นระยะเวลานาน อีกทั้งผู้ใช้แต่ละคนต่างก็มีความจำเป็นในการใช้เหมือนกัน ก่อให้เกิดการนำทรัพยากรสารสนเทศมาหมุนเวียนให้ผู้ใช้รายอื่นได้อย่างทั่วถึง
                (2)หนังสือสำรองมีการจัดให้บริการที่เคาน์เตอร์ยืม-คืน และจะมีบรรณารักษ์แผนกยืม-คืนคอยแนะนำและให้บริการแก่ผู้ใช้
                (3)หนังสือสำรองเป็นบริการที่ให้ใช้ภายในห้องสมุดเท่านั้น ห้องสมุดจะไม่อนุญาตให้นำออกมา
                นอกห้องสมุดได้  แต่ก็มีบางห้องสมุดอาจมีการให้บริการนำไปใช้ภายนอกห้องสมุดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับนโบบายการให้บริการของห้องสมุดเป็นสำคัญ
                (4)หากอนุญาตให้ยืมหนังสือสำรองจะมีขั้นตอนการยืมตามปกติ โดยติดต่อขอยืมได้ที่โต๊ะบริการยืม-คืน
                (5)การยืมหนังสือสำรองมีการจำกัดเอกสารที่ให้ยืมไว้อย่างแน่นอน
              • ทรัพยากรสารสนเทศที่จัดให้บริการยืม มีดังต่อไปนี้
                (1)ทรัพยากรสารสนเทศในห้องสมุด
                (2)ทรัพยากรสารสนเทศส่วนบุคคล ซึ่งหมายความถึงหนังสือของอาจารย์ผู้สอนที่สามารถยืมได้
                (3)ซีดี
                (4)บทความ
                (5)ตัวอย่างบททดสอบ ข้อสอบ ความเรียง
              • ความสำคัญของบริการหนังสือสำรอง
                (1)มีบทบาทในการสนับสนุนการเรียนการสอน
                -เป็นการส่งเสริมการเรียนการสอนแทนอาจารย์ผู้สอน เพื่อเพิ่มโอกาสให้นักศึกษาได้นำไปใช้ในการเรียนการสอน ทำให้ได้รับความรู้มากขึ้น
                (2)นักศึกษาสามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน
                -เนื่องจากหนังสือสำรองมีการให้บริการยืมในระยะเวลาที่จำกัด เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนให้นักศึกษาได้ใช้อย่างทั่วถึง
                (3)ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างบรรณารักษ์และผู้สอน
                -บรรณารักษ์มีการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนได้โดยตรง เกิดความร่วมมือในการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดี
                (4)คุณภาพการบริการ
                -เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ในการให้บริการของห้องสมุดได้เป็นอย่างดี แสดงให้เห็นถึงคุณภาพในการให้บริการ ทำให้ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้
                (5)นิยมให้บริการในห้องสมุดอุดมศึกษา
                -เนื่องจากมีจำนวนอาจารย์และนักศึกษาในระดับอุดมศึกษาเป็นจำนวนมาก ก่อให้เกิดความไม่เพียงพอในการให้บริการ  ห้องสมุดจึงจัดให้บริการเพื่อช่วยให้นักศึกษาสามารถเข้าถึงหนังสือที่ใช้ในการประกอบการเรียนการสอนได้อย่างสะดวกรวดเร็วในการใช้งาน
                (6)อาจมีการให้บริการในห้องสมุดโรงเรียนในบางแห่ง
                (7)มีการปรับเปลี่ยนในแต่ละเทอม
                -หลักสูตรที่มีการเปิดการเรียนการสอนในแต่ละเทอมนั้นมีความแตกต่างกัน จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับการเรียนการสอน
              • ขั้นตอนการดำเนินงาน มีดังนี้
                งานที่ปฏิบัติ
                (1)รับใบขอใช้บริการ
                -ใบขอใช้บริการจะเป็นแบบฟอร์มที่ให้ผู้ใช้กรอกข้อมูลลงไป หรือ อาจเป็นแบบออนไลน์เพื่อความสะดวกในการให้บริการผู้ใช้
                (2)การรับเอกสาร หรือ การคัดทรัพยากรสารสนเทศจัดบริการ ตกลงระยะเวลายืม
                (3)การจัดทำสำเนาหรือสแกน
                -เนื่องจาก หนังสือภายในห้องสมุดมีอยู่อย่างจำกัด จึงต้องมีการทำสำเนาหรือสแกน ซึ่งทางห้องสมุดจะต้องมีหนังสือที่เป็นฉบับจริงอยู่จึงจะสามารถทำได้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่ทำสำเนาหรือสแกนหนังสือเหล่านั้นจนทำให้ผู้เป็นเจ้าของผลงานได้รับความเสียหาย ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ดังนั้น บรรณารักษ์จึงต้องมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อการให้บริการผู้ใช้ นอกจากนั้น หากผู้ใช้ต้องการนำข้อมูลจากฐานข้อมูลมาใช้งานก็เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง หากผู้ใช้คนนั้นไม่ใช่สมาชิกของห้องสมุด บรรณารักษ์ก็ต้องทำการชี้แจงแก่ผู้ใช้ให้เข้าใจว่าไม่สามารถนำข้อมูลจากฐานข้อมูลมาให้บริการได้ เพราะถือว่าเป็นการผิดกฎหมายลิขสิทธิ์ หากห้องสมุดนำมาให้บริการอาจก่อให้เกิดปัญหาเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาในภายหลังได้
                (4)การเข้าเล่ม
                -เพื่อให้สามารถดูแลรักษาได้ง่าย ทำให้คงทนถาวร ป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น หรืออาจจัดทำเป็นแฟ้มเอกสาร
                (5)การจัดระเบียบเอกสารโดยการนำไปจัดหมวดหมู่หรือการจัดระบบที่ทำให้สามารถหยิบยืมได้ง่าย  ซึ่งนิยมนำไปจัดเรียงตามชื่อ กระบวนวิชา ผู้สอน หรือมีการกำหนดหมายเลข ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้รวดเร็วและสามารถเข้าใช้ได้ง่ายหากมีการจัดทำเป็นรูปเล่ม
                การทำบัตรยืม
                (1)การกำหนดระยะเวลา ระเบียบในการให้ยืม
                -เป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศภายในห้องสมุดให้แก่ผู้ใช้ ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้มากขึ้น เพื่อแก้ปัญหาทรัพยากรภายในห้องสมุดที่มีไม่เพียงพอ อีกทั้งงบประมาณของห้องสมุดก็มีอยู่อย่างจำกัด
                (2)การให้บริการยืม-คืน
                (3)การจัดเก็บค่าปรับ
                -เพื่อกระตุ้นให้ผู้ใช้นำทรัพยากรสารสนเทศมาคืนห้องสมุดภายในระยะเวลาที่กำหนด ทำให้ทรัพยากรสารสนเทศเกิดการกระจายสู่ผู้ใช้รายอื่นได้อย่างทั่วถึง
                (4)การคืน ย้ายเอกสารเก็บ
                (5)การแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้น บรรณารักษ์จะต้องสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้เป็นอย่างดี เพื่อทำให้ผู้ใช้เกิดความเชื่อมั่นในการให้บริการของห้องสมุด
                (6)การจัดเก็บสถิติ
                -เป็นสิ่งที่ทำให้ทราบจำนวนบุคลากร บรรณารักษ์ ทรัพยากรสารสนเทศ รวมถึงการให้บริการที่มีอยู่ภายในห้องสมุด ซึ่งการจัดเก็บสถิติจะทำให้ทราบถึงจำนวนผู้เข้ามาใช้บริการจากห้องสมุด จำนวนบรรณารักษ์ในการให้บริการผู้ใช้ จำนวนทรัพยากรสารสนเทศที่มีให้บริการผู้ใช้ ทรัพยากรสารสนเทศที่เป็นที่ต้องการใช้งานของผู้ใช้ เป็นต้น
                (7)การดูแลรักษาเอกสาร
                -หากเอกสารเกิดความชำรุด เสียหาย บรรณารักษ์ต้องทำการซ่อมแซมเอกสารเหล่านั้นให้สามารถกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถให้บริการผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                (8)การรักษาความปลอดภัย
                -บรรณารักษ์ต้องดูแลรักษาไม่ให้หนังสือสูญหายไปจากห้องสมุด เพื่อให้สามารถมีไว้ให้บริการผู้ใช้ได้ หากสูญหายอาจเกิดปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ตามมาได้ในกรณีที่เป็นหนังสือสำรอง เพราะ หนังสือสำรองอาจมาจากการทำสำเนาเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ ซึ่งกฎหมายให้ความคุ้มครองกรณีที่มีการนำไปใช้งานในห้องสมุดเท่านั้น หากสูญหายย่อมส่งผลกระทบต่อห้องสมุดได้
              • การจัดเก็บ
                -มีการจัดเก็บตามหมายเลขกระบวนวิชา ชื่อผู้สอน เรียงอีกครั้งตามชื่อเรื่อง หรือ ผู้แต่ง หรือมีการกำหนดหมายเลข
                -บทความ แบบทดสอบ จัดเก็บในแฟ้ม และใส่บาร์โค้ดสำหรับยืมออก ทำให้เกิดความสะดวกรวดเร็วมากขึ้น
                -เอกสารที่มีการสแกน ให้มีการจัดเก็บไว้บน OPAC และแจ้งแหล่งจัดเก็บ หรือมีการจัดทำรายชื่อแจ้งแยกไว้และให้สามารถถ่ายโอนได้ทันที
              • การจัดเอกสาร
                (1)การจัดการเอกสาร ต้องมีการประทับตรา
                -ตัวอย่าง ใช้ภายในห้องนี้เท่านั้น
                             ใช้ภายในห้องสมุดเท่านั้น
                (2)จัดทำบัตรยืมและมีคำแนะนำเพื่อแจ้งให้ผู้ใช้ทราบ
                (3)ใช้สีแตกต่างกันในกรณีที่มีระยะเวลาในการให้ยืมแตกต่างกัน
                (4)ใส่ชื่อผู้สอนกระบวนวิชา เพื่อให้ง่ายและสะดวกต่อการค้นหา
              • ระยะเวลาการยืม
                -ยืมในห้องสมุด โดยทั่วไปกำหนดให้ผู้ใช้ 1 คน สามารถยืมได้ 2 ชั่วโมง และไม่มีการให้บริการยืมต่อได้
                -หากยืมออกนอกห้องสมุดเป็นเวลา 1-2 วัน หรือเฉพาะนอกเวลาทำการ และต้องนำมาคืนภายในเวลาที่กำหนด หากนำมาคืนหลังกำหนดจะมีค่าปรับสูงสำหรับกรณีที่ส่งช้าจะถูกคิดค่าปรับเป็นรายชั่วโมง
                -โดยทั่วไปสำหรับการยืมจะมีระยะเวลาสั้นกว่าการยืมปกติ เพื่อให้ทรัพยากรสามารถหมุนเวียนแก่ผู้ใช้ได้อย่างทั่วถึง
                -มีการคิดค่าปรับหากส่งช้า แล้วแต่ห้องสมุดจะกำหนดไว้ แต่ทั้งนี้ต้องไม่คิดค่าปรับมากจนเกินไป และควรมีระบบการเตือนตามจุดต่างๆ ทีผู้ใช้สามารถเห็นได้ง่าย เช่น บริเวณทางออกของห้องให้บริการหนังสือสำรอง
              • การเข้าถึง
                -โปรแกรมห้องสมุดจะมีงานหนังสือสำรองให้
                -รายการที่มีการสำรองจะมีการแจ้งผลในการค้นหาผ่านทาง OPAC
                -ห้องสมุดอัตโนมัติจะมีโปรแกรมจัดการหนังสือสำรองให้
                -มีการทำรายการแจ้งแยกให้สามารถค้นหาสิ่งตีพิมพ์ได้
                -มีการแจ้งผู้สอนถึงการจัดเก็บ วิธีการจัดเก็บ เพื่อให้ผู้สอนแจ้งนักศึกษาทราบ เนื่องจาก หน้าเว็บไซต์ของทางห้องสมุดอาจมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งบรรณารักษ์ต้องทำการตรวจสอบในการใช้เว็บไซต์ทุกครั้งหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงหน้าเว็บไซต์ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในการใช้บริการผ่านทางเว็บไซต์ โดยเฉพาะบริการที่มีอยู่บนหน้าเว็บไซต์นั้นเมื่อเปลี่ยนแล้วยังคงมีบริการอยู่ครบหรือไม่ หากไม่ครบบรรณารักษ์ควรทำการแจ้งผู้จัดทำเว็บไซต์ให้ทำการเพิ่มเติมบริการที่ขาดหายลงในเว็บ รวมทั้งตรวจสอบความถูกต้องของการใช้ภาษาว่ามีการใช้ไวยากรณ์บนเว็บไซต์ได้อย่างถูกต้องหรือไม่ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการให้บริการแก่ผู้ใช้
              • ความสัมพันธ์กับผู้สอน
                -ควรพยายามติดต่อสื่อสารกับผู้สอนอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกัน
                -ผู้สอนมักลืมว่าได้มอบเอกสารให้ห้องสมุดเพื่อให้นักศึกษาได้ใช้ บรรณารักษ์จึงต้องดำเนินการแจ้งให้มารับ หรือ ประสานงานในรูปแบบการส่งคืนที่ต้องการว่าต้องการจะมารับกลับคืนไป หรือ จะให้เก็บไว้เพื่อดำเนินการใช้ต่อ
              • การจัดเจ้าหน้าที่ คุณสมบัติ
                (1)ควรมีการปรับจำนวนผู้ให้บริการตามจำนวนการเข้าใช้ เนื่องจาก ไม่สามารถกำหนดผู้ใช้ได้อย่างแน่นอน
                (2)มีทักษะการสื่อสาร การประสานงาน การต่อรอง การยืดหยุ่น
                -ต้องมีการประสานงานกับผู้ใช้เมื่อผู้ใช้ประสบปัญหาในการใช้บริการ บรรณารักษ์จึงต้องพยายามแก้ไขปัญหาของผู้ใช้ เพื่อให้ผู้ใช้เกิดความพึงพอใจ และควรมีการต่อรองกับผู้ใช้ในการขอความร่วมมือให้ผู้ใช้ปฏิบัติตามกฎของห้องสมุด เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีต่อผู้ใช้ นอกจากนี้บรรณารักษ์ต้องมีความยืดหยุ่นสูง เพื่อลดปัญหาการสร้างความไม่พอใจในการให้บริการแก่ผู้ใช้
                -มีความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายลิขสิทธิ์ เพื่อป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ เนื่องจาก การทำสำเนาหนังสือ หรือ เอกสารซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ได้
              • Reserve Card หรือ บัตรจอง
                -ควรมีการใช้บัตรสีสำหรับระยะเวลาการยืมที่แตกต่างกัน
                -ควรแทรกบัตรไว้กับเอกสารที่ให้ผู้ใช้ยืม
              • Confidentiality ความลับ และ Reserves
                -ไม่ควรเปิดเผยชื่อผู้ยืม เช่นเดียวกับการยืมแบบปกติ
                -ต้องไม่แจ้งชื่อผู้ยืมแก่ผู้สอน
                -ผู้สอนอาจใช้วิธีการลงชื่อขอยืมไว้
              • การจัดเก็บหนังสือสำรอง
                -บริการหนังสือสำรองจัดเก็บเป็นแบบชั้นปิด
                -บริเวณให้บริการยืม-คืน เพื่อให้สามารถเข้าไปค้นเพื่อให้บริการผู้ใช้ได้ง่ายและรวดเร็ว
                -บริเวณใกล้เคียงกับบริการยืม-คืน
                -ห้องแยกเฉพาะ จะพบว่าตามห้องสมุดขนาดใหญ่จะมีห้องให้บริการหนังสือสำรองแยกเฉพาะจากบริการอื่นๆ
              • การจัดบริเวณบริการ
                -ควรอยู่ในบริเวณที่ใกล้กับเคาน์เตอร์จ่ายรับ
                -ต้องสามารถมองเห็นได้ง่าย
                -เป็นบริการแบบชั้นปิด
                -ควรมีเครื่องถ่ายเอกสารอยู่ในบริเวณใกล้เคียง
              • คู่มือการใช้ การแนะนำ
                -สามารถทำผ่านเว็บไซต์ได้ เพื่อเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย
                -มีการแจ้งให้ผู้ใช้ได้ทราบอยู่เสมอ
                -เป็นการอธิบายถึงการใช้งานและขั้นตอนในการทำ
                -การแจ้ง Copyright หรือสิทธิในการใช้ ต้องแจ้งให้ผู้ใช้ทราบว่าในการใช้งานนั้นต้องไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของเจ้าของผลงาน ดังนั้น ต้องมีการแจ้งผู้ใช้ให้ทราบอยู่ตลอดเวลาในการให้บริการยืม-คืน
              • แนวโน้มการบริการในอนาคต
                -มีเอกสารดิจิทัลให้สามารถถ่ายโอน และมีแสดงรายการบน OPAC หรือจัดทำรายการฉบับพิมพ์
                -สามารถเข้าถึงได้ทุกที่และทุกเวลา เนื่องจากในปัจจุบันมีการจัดทำเป็นอิเล็กทรอนิกส์หรือแบบออนไลน์มากขึ้น จึงทำให้สามารถเข้าถึงได้ตลอดเวลาตามความต้องการใช้งานของผู้ใช้
                -มีการป้องกันสิทธิ มี Password Protected สำหรับผู้ใช้ เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับความเป็นส่วนตัว
                -คณาจารย์สามารถเสนอเอกสารบนเว็บเพจของตนเองได้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึง สามารถเข้าถึงได้ง่าย เนื่องจาก ไม่มีขั้นตอนในการเข้าที่ซับซ้อนยุ่งยากในการเข้าถึง

              วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

              การดำเนินงานบริการยืมระหว่างห้องสมุด

              กระบวนวิชา 009355 บริการห้องสมุดและบริการสารสนเทศ

              สรุปเรื่อง การดำเนินงานบริการยืมระหว่างห้องสมุด

              ประจำวันที่  28  มิถุนายน  พ.ศ.2554
              ___________________________________________

              การดำเนินงานบริการยืมระหว่างห้องสมุด
              • ความหมายของการดำเนินงานบริการยืมระหว่างห้องสมุด
              การดำเนินงานบริการยืมระหว่างห้องสมุด  เป็นบริการที่มีการจัดระบบการดำเนินงานเพื่อก่อให้เกิดความร่วมมือกันในการให้บริการยืมระหว่างห้องสมุดแก่ผู้ใช้  โดยจะมีคณะกรรมการทำงานกลางทำการควบคุมการดำเนินงาน ปรับปรุง และพัฒนาบริการยืมระหว่างห้องสมุด  ก่อให้เกิดข้อตกลงร่วมกัน ทำให้เกิดการดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น  ซึ่งการดำเนินงานบริการยืมระหว่างห้องสมุด มีดังต่อไปนี้
              (1)การจัดทำคู่มือ
              -เพื่อให้แต่ละห้องสมุดทราบถึงหลักปฏิบัติในการใช้บริการยืมระหว่างห้องสมุดภายในเครือข่าย ก่อ
              (2)การกำหนดมาตรฐานร่วมกัน
              -เป็นการกำหนดมาตรฐานของห้องสมุดในเครือข่ายร่วมกัน  เพื่อให้เกิดการให้บริการผู้ใช้ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีการใช้ข้อตกลงร่วมกันสำหรับห้องสมุดที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันทั้งหมด  ก่อให้เกิดความสะดวกรวดเร็วต่อการให้บริการผู้ใช้ที่มาใช้บริการยืมระหว่างห้องสมุด
              (3)การกำหนดรูปแบบการดำเนินงานการประสานงาน
              -เป็นการกำหนดนโยบาย สิทธิพิเศษของแต่ละห้องสมุด รวมถึงวิธีการยืมระหว่างห้องสมุดเป็นสิ่งที่แต่ละห้องสมุดเป็นผู้กำหนดนโยบายพิเศษของวิธีการยืมระหว่างห้องสมุดในการให้บริการยืมทรัพยากรสารสนเทศที่มีอยู่ในห้องสมุดว่ามีข้อจำกัดในการให้บริการยืมมากน้อยเพียงใด
              กำหนดรายละเอียดระบบการยืมระหว่างห้องสมุด
              -คณะผู้จัดทำจะมีการทำงานร่วมกันเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับวิธีการและขั้นตอนของการยืมระหว่างห้องสมุดที่ดำเนินการกันในปัจจุบัน
              การสำรวจการให้บริการยืมฉบับจริงทางไปรษณีย์
              -คณะทำงานทำการสำรวจการให้บริการยืมฉบับจริงทางไปรษณีย์ ทั้งห้องสมุดกลางและห้องสมุดคณะว่ามหาวิทยาลัยหรือสถาบันใดที่อนุญาตให้ยืมทรัพยากรประเภทใดได้บ้าง จำนวนมากน้อยเพียงใด เพื่อป้องกันปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ที่อาจจะตามมาในภายหลัง และยังเป็นคู่มือการบริการฉบับจริงทางไปรษณีย์ระหว่างห้องสมุด
              การดำเนินงานบริการยืมระหว่างห้องสมุด มีดังต่อไปนี้
              (1)การดำเนินงานด้วยระบบมือ (Non-Automated ILL)
              -เป็นการดำเนินงานที่มีการติดต่อโดยทางไปรษณีย์ อีเมล์ และโทรศัพท์ ซึ่งจะมีการให้กรอกแบบฟอร์มเพื่อยืนยันในการติดต่อขอรับบริการยืมระหว่างห้องสมุด ซึ่งแบบฟอร์มจะมีทั้งแบบที่เป็นเอกสารแบบกระดาษหรือให้ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจากอินเตอร์เน็ตมากรอกข้อมูล  ในบางครั้งการใช้วิธีการเหล่านี้ล้วนทำให้ประสบปัญหาในการติดต่อขอยืมได้ เนื่องจากมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ทำให้ผ้ใช้เกิดความสับสนได้  อีกทั้งหากเป็นห้องสมุดในสถาบันขนาดเล็ก จะพบว่ามีจำนวนบรรณารักษ์ให้บริการไม่เพียงพอ เนื่องจากมีจำนวนน้อย ก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการให้บริการผู้ใช้ได้  ในแต่ละห้องสมุดจึงควรมีวิธีการดำเนินการให้บริการ เพื่อลดความเสี่ยงในการให้บริการผู้ใช้  ดังนี้
              (1.1)ควรมีการกำหนดมาตรฐานในการปฏิบัติงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ต้องมีรายการบรรณานุกรมและรายการอ้างอิงที่จะใช้ค้นหาสารสนเทศที่ต้องการใช้
              (1.2)ใช้แบบฟอร์ม (Manual Request) เดียวกัน เพื่อช่วยใในการกรอกข้อมูลเกิดความผิดพลาดน้อยลงและไม่ลืมกรอกข้อมูลที่สำคัญ  ดังนั้น แบบฟอร์มที่ดี และการกรอกข้อมูลที่ถูกต้องจะช่วยให้สถาบันผู้ให้ยืม (Lending Library) ปฏิบัติงานได้เร็วขึ้น
              -ในช่วงเวลาที่มีงานมาก แบบฟอร์มที่กรอกข้อมูลไม่ครบหรือผิดพลาดอาจถูกเก็บไว้ล่างสุด บางสถาบันมีนโยบายไม่รับพิจารณาแบบฟอร์มที่กรอกข้อมูลไม่ถูกต้อง
              (2)การดำเนินงานในระบบอัตโนมัติ (Automated ILL)
              -เป็นการดำเนินงานภายในสถาบันหรือผ่านทางเครือข่าย เพื่อแก้ปัญหาในการเข้าถึงสารสนเทศได้มากขึ้นในการรองรับความต้องการของผู้ใช้ รวมทั้งผู้ใช้สามารถค้นออนไลน์ผ่านระบบเครือข่ายทั้งในระดับท้องถิ่นและนานาชาติไปยังฐานข้อมูลของสถาบัน หรือหน่วยงานบริการสารสนเทศอื่นๆ
              -สำหรับการยืมระหว่างห้องสมุดผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Interlibrary Loan SW-ILL SW) เป็นบริการที่ช่วยทำให้ผู้ใช้ทราบว่าทรัพยากรสารสนเทศที่มีการจัดให้บริการมีอะไรบ้างและอยู่ที่ใด เพื่อให้การยืมระหว่างสถาบันเกิดความสะดวกรวดเร็วและง่ายยต่อการใช้บริการ รวมถึงการให้บริการยืมระหว่างห้องสมุดผ่านเครือข่าอินเทอร์เน็ตนั้นยังช่วยทำให้สถาบันที่ยืมสามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าควรจะเลือกยืมจากสถาบันแห่งใดมากที่สุดเพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้บริการ ซึ่งเป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง เนื่องจากเป็นการลดระยะทางในการจัดส่ง หากห้องสมุดติดต่อขอยืมระหว่างห้องสมุดที่ใกล้ที่สุด และยังทำให้ได้ับริการที่ดีที่สุดได้อย่างสะดวกรวดเร็ว
              โปรแกรมยืมระหว่างห้องสมุด
              -เชื่อมโยงฐานข้อมูลสหบรรณานุกรมของเครือข่าย ผลการค้นหาจะแสดงรายการห้องสมุดที่มีให้บริการ (Holding Location)
              -แสดงฟอร์มขอยืมระหว่างห้องสมุด (ILL Request Form)
              -ตรวจสอบการเป็นสมาชิกและต้นสังกัด
              -รับคำร้องขอแล้วส่งไปยังสถาบันที่เลือก
              -จัดเก็บสถิติและรายงานผลการยืมระหว่างห้องสมุดของแต่ละสถาบัน
              การคิดค่าบริการของบริการยืมระหว่างห้องสมุด มีดังนี้
              (1)การคิดค่าบริการผู้ใช้
              -ในการให้บริการผู้ใช้ควรมีการคิดค่าบริการ ทั้งนี้ อย่างน้อยเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้จะมารับรายการที่ยืมไว้แน่นอน และผู้ใช้ก็มั่นใจว่าสถาบันจะต้องดำเนินการให้อย่างแน่นอน
              (2)การคิดค่าบริการพิเศษบางประเภท
              -โดยปกติจะมีการคิดค่าบริการสำหรับบริการพิเศษบางอย่างอยู่แล้ว เช่น ค่าใช้บริการค้นข้อมูลออนไลน์ ค่าค้นฐานข้อมูล เนื่องจาก มีค่าใช้จ่ายต่างๆ ดังนี้ ค่าไปรษณีย์ ค่าประกันความเสียหาย ค่าบริการจากสถาบันผู้ให้ยืม ค่าถ่ายเอกสาร เป็นต้น ถ้าหากเกิดความผิดพลาดสถาบันควรมีการชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้ใช้

              การจัดส่งเอกสารและพัสดุภัณฑ์

              การจัดส่งเอกสาร มีวิธีการดังนี้
              -ไปรษณีย์
              -บริการส่งพัสดุ
              -บริการรับส่งเอกสาร (Courier Service)
              -จัดส่งเอกสาร
              -ส่งทางอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Delivery [ARIEL]) CD-ROM , Laser Disk , เทคโนโลยี Electronic Image Transfer ช่วยให้สามารถจัดส่งข้อมูลไปยังเทอร์มินอลของผู้รับได้ ทั้งนี้ ในการจัดส่งข้อมูลนั้นควรคำนึงถึงจริยธรรมและความถูกต้องทางกฎหมายด้วย
              การบรรจุหีบห่อและการจัดส่ง
              -การบรรจุหีบห่อทรัพยากรสารสนเทศที่ถูกยืมต้องทำอย่างระมัดระวัง เนื่องจากความเสียหายอาจเกิดขึ้นได้ภายใต้สภาวะการณ์ต่างๆ เช่น ฝนตก ความร้อน ความชื้น หรือความเสียหายอื่นๆที่อาจเกิดขึ้นในระบบเครือข่าย สำหรับวัสดุที่ใช้บรรจุทรัพยากรสารสนเทศบางอย่าง เช่น บทความ หรือ หนังสือเล่มบาง อาจบรรจุลงในซองกระดาษ แต่หากเป็นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ควรหุ้มปกพลาสติกกันกระแทก หากเป็นหนังสือเล่มใหญ่ หรือบทความหลายๆ บทความอาจต้องใช้กล่องที่มีความแข็งแรงและอาจทำการรับประกันความเสียหาย ในการจัดส่งรูปแบบดั้งเดิมที่นิยมใช้กัน คือ การจัดส่งทางไปรษณีย์
              การดำเนินการเมื่อได้รับเอกสาร ควรมีการดำเนินการดังต่อไปนี้
              (1)แจ้งผู้ขอทันที
              -เป็นการแจ้งให้ทราบว่าผู้ใช้ได้รับเอกสารที่ทางสถาบันผู้ให้ยืมจัดส่งให้
              (2)จัดการให้มีการส่งคืนตามกำหนด
              -หลังจากที่ผู้ใช้ได้ใช้งานทรัพยากรสารสนเทศที่ตนได้ยืมเสร็จแล้วก็ต้องมีการส่งคืนตามระยะเวลาที่สถาบันผู้ให้ยืมได้กำหนดไว้ เพื่อให้ทรัพยากรสารสนเทศนั้นเกิดการเปลี่ยนมือไปยังผู้ใช้รายอื่น
              (3)หากเป็นบทความ หรือเอกสารที่มีการสำเนาไว้เป็นชุด เป็นของผู้ขอใช้ ไม่ต้องส่งกลับคืนให้แก่ห้องสมุด
              ข้อคำนึงด้านจริยธรรมและกฎหมาย
              -การยืมระหว่างสถาบันเป็นบริการที่ต้องเกี่ยวข้องกับกฎหมายลิขสิทธิ์ค่อนข้างมาก เนื่องจากต้องมีการทำสำเนาบทความจากหนังสือ วารสาร วัสดุย่อส่วน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และวัสดุสถาบันอื่นๆ ซึ่งการคัดลอก หรือทำสำเนางานของผู้อื่น แม้ในบางเรื่องจะไม่ผิดกฎหมายแต่ควรคำนึงถึงจริยธรรมในการคัดลอกงานของผู้อื่นด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการละเมิดสิทธิ์ของเจ้าของหรือสร้างความเสียหายให้กับเจ้าของผลงาน
              -การยืมระหว่างสถาบันควรขออนุญาตเจ้าของผลงานก่อนเพื่อเป็นการให้เกียรติ และป้องกันการละเมิดกฎหมายลิขสิทธิ์ ควรแจ้งให้ผู้ใช้ทราบเกี่ยวกับสิทธิในการทำสำเนา โดยอาจติดไว้ที่เคาน์เตอร์ยืมคืน หรือที่บริการยืมระหว่างสถาบัน


              ความสัมพันธ์ระหว่างการให้บริการยืมระหว่างสถาบันกับกฎหมายลิขสิทธิ์
              การให้บริการยืมระหว่างสถาบันเป็นบริการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายลิขสิทธิ์ เนื่องจาก มีการทำสำเนาจากสิ่งรีพิมพ์ รวมถึงทรัพยากรสารสนเทศอื่นๆ ในห้องสมุดเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น วัสดุย่อส่วน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซีดี วีซีดี ดีวีดี เป็นต้น ถึงแม้กฎหมายจะมีข้อยกเว้นในการนำไปใช้งานภายในห้องสมุดหรือการให้บริการจากบรรณารักษ์ แต่ก็ควรคำนึงถึงจริยธรรมในการนำผลงานของเจ้าของผลงานไปใช้งานด้วย โดยที่จะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อเจ้าของ อีกทั้งหากต้องการนำผลงานที่มีลิขสิทธิ์ไปใช้งานก็ควรที่จะขออนุญาตจากเจ้าของผลงานเสียก่อน เพื่อเป็นการให้เกียรติและป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น จึงต้องมีความระมัดระวังในการให้บริการเป็นอย่างมาก
              Thai Royal Command.jpg

              พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537

              พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537
              -มาตรา 27
              การกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้โดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 15 (5) ให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ถ้าได้กระทำดังต่อไปนี้
              (1) ทำซ้ำหรือดัดแปลง
              (2) เผยแพร่ต่อสาธารณชน
              -มาตรา 69
              ผู้ใดกระทำการละเมิดลิขสิทธิ์หรือสิทธิของนักแสดงตามมาตรา 27 มาตรา 28 มาตรา 29 มาตรา 30 หรือ มาตรา 52 ต้องระวางโทษปรับบตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำเพื่อการค้า ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุก ตั้งแต่หกเดือนถึงสี่ปี หรือปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงแปดแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

              กฎหมายลิขสิทธิ์

              ความหมายของลิขสิทธิ์
              ลิขสิทธิ์  หมายถึง สิทธิแต่ผู้เดียวที่กฎหมายรับรองให้ผู้สร้างสรรค์กระทำการใดๆ เกี่ยวกับงานที่ตนได้ทำขึ้น อันได้แก่ สิทธิที่จะทำซ้ำ ดัดแปลง หรือนำออกโฆษณา ไม่ว่าในรูปลักษณะอย่างใดหรือวิธีใด รวมทั้งอนุญาตให้ผู้อื่นนำงานนั้นไปทำเช่นว่านั้น
              กฏหมายลิขสิทธิ์ไทย
              เป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้เมื่อ พ.ศ.2537 กำหนดงานที่ได้รับความคุ้มครอง  ได้แก่ งานสร้างสรรค์ประเภทวรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะของผู้สร้างสรรค์ ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธีหรือรูปแบบอย่างใด
              เหตุผลที่กฎหมายให้ความคุ้มครองลิขสิทธิ์
              เนื่องจาก ผู้เป็นเจ้าของสิขสิทธิ์เป็นผู้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นมา โดยการสร้างสรรค์นั้นต้องใช้สติปัญญาและความสามารถ ผู้สร้างสรรค์จึงต้องได้รับความคุ้มครองจากการที่บุคคลอื่นจะนำงานนั้นไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะหากไม่ให้ความคุ้มครองเสียแล้วย่อมทำให้ไม่มีแรงจูงใจในการสร้างสรรค์งานใหม่ๆ
              ขอบเขตคุ้มครองงานลิขสิทธิ์
              เมื่อสร้างสรรค์งานแล้วได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายลิขสิทธิ์ จึงต้องรับรู้สิทธิของผู้เป็นเจ้าของว่ามีขอบเขตคุ้มครองกว้างขวางมากเพียงใด โดยกฎหมายกำหนดสิทธิ์ไว้ดังต่อไปนี้
              (1)ทำซ้ำหรือดัดแปลง
              (2)เผยแพร่ต่อสาธารณชน
              (3)ให้เช่าต้นฉบับหรือสำเนางานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ และสิ่งบันทึกเสียง
              (4)ให้ประโยชน์อันเกิดจากลิขสิทธิ์แก่ผู้อื่น
              (5)อนุญาตให้ผู้อื่นใช้สิทธิ์ดังกล่าวจะกำหนดในลักษณะที่เป็นการจำกัดการแข่งขันโดยไม่เป็นธรรมไม่ได้
              เจ้าของงานอันมีลิขสิทธิ์แต่ผู้เดียวมีอำนาจกระทำทั้ง 5 ข้อนี้ ผู้ใดที่ทำละเมิดสิทธิของเจ้าของงานซึ่งกฎหมายคุ้มครองไว้ จะต้องรับโทษอาญาและจ่ายค่าเสียหายทางแพ่งแก่เจ้าของงาน การคุ้มครองสิทธิในงานอันมีลิขสิทธิ์ช่วยส่งเสริมให้คนไทยมีกำลังใจในการสร้างสรรค์งานใหม่ มิใช่การคัดลอก ดัดแปลงงายของผู้อื่น กฎหมายจึงกำหนดบทลงโทษหนักและค่าปรับที่สูงมาก ซึ่งไม่คุ้มกับการเสียเวลาคัดลอกงานแล้วอ้างเป็นฝีมือของตน นอกจากนั้นยังเสียโอกาสในการแสดงฝีมือสร้างสรรค์งานของตัวเองไป การเป็นแค่เงาดำจะต้องอยู่ข้างหลังตัวตนแท้จริงเสมอ ถ้ามีฝีมือเก่งจริงต้องก้าวออกจากเงามืดแล้วปรากฏกายแสดงพลังแท้จริงให้ประจักษ์แก่สายตาของผู้อื่นเพื่อชื่นชมผลงานของตน
              ระยะเวลาที่ให้ความคุ้มครองในกฎหมายลิขสิทธิ์
              เดิมกฎหมายลิขสิทธิ์ให้ความคุ้มครองเป็นระยะเวลา 50 ปี แต่ในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนเพิ่มมาเป็นคุ้มครองขั้นต่ำเป็นเวลา 70 ปี หากเสียชีวิตลงแล้วสามารถคุ้มครองต่ออีกเป็นเวลา 20 ปี สำหรับในอเมริกาถ้าเป็นผลงานขององค์กรให้ระยะเวลาการคุ้มครองถึง 120 ปี

              ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์

              ปัญหาของลิขสิทธิ์  การละเมิดลิขสิทธิ์ถือเป็นปัญหาที่สำคัญอีกปัญหาหนึ่ง สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์สามารถพบเห็นได้ โดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นซีดีเพลง วีซีดีและดีวีดีภาพยนตร์ทั้งภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศ รวมไปถึงซอฟต์แวร์ เกม และโปรแกรมประยุกต์ต่างๆ สะทอ้นให้เห็นถึงการไม่เอาจริงเอาจังในการบังคับใช้กฎหมายลิขสิทธิ์และการที่ผู้ซื้อไม่เห็นความสำคัญของการละเมิดลิขสิทธิ์และทรัพย์สินทางปัญญา จึงเป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับต้นๆ ของประเทศที่มีปัญหาเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์ โดยในปี พ.ศ.2550 นั้น ประเทศไทยมีการละเมิดลิขสิทธิ์สูงสุดเป็นอันดับที่ 4 ในเอเชียแปซิฟิก ซึ่งส่งผลเสียต่อชื่อเสียงและอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ

              การละเมิดลิขสิทธิ์

              การละเมิดลิขสิทธิ์
              -กฎหมายลิขสิทธิ์กำหนดพฤติกรรมใดว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์งานของผู้อื่นไว้ชัดเจน ได้แก่ การทำซ้ำหรือดัดแปลง เผยแพร่งานต่อสาธารณชน ซึ่งงานลิขสิทธิ์ของผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาต ส่วนงานโปรแกรมคอมพิวเตอร์นั้นได้เพิ่มการกระทำดังกล่าว ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ ต้องรับโทษอาญาและจ่ายค่าเสียหายแก่เจ้าของงานด้วย หากผู้ใดรู้อยู่แล้วหรือมีเหตุอันควรรู้ว่างานใดได้ทำขึ้นโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น กระทำการดังต่อไปนี้แก่งานนั้นเพื่อหากำไร ให้ถือว่าผู้นั้นกระทำละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย ได้แก่
              (1)ขาย มีไว้เพื่อขาย เสนอขาย ให้เช่า เสนอให้เช่า ให้เช่าซื้อ หรือเสนอให้เช่าซื้อ
              (2)เผยแพร่ต่อสาธารณชน
              (3)แจกจ่ายในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของลิขสิทธิ์
              (4)นำหรือสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร
              การละเมิดนำงานลิขสิทธิ์ไปหากำไรโดยรู้หรือมีเหตุควรรู้ได้ จะใช้ลงโทษเจ้าของร้านค้า ผู้จัดการ ลูกจ้างที่รู้ชัดหรือมีเหตุควรรู้ว่ากำลังขาย เผยแพร่ นำเข้างานอันมีลิขสิทธิ์ ดังนั้น ร้าค้าใดขายแผ่นซีดีเพลงหรือภาพยนตร์ หนังสือ ซึ่งละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้ที่ต้องได้รับโทษในดคีประเภทนี้ คือ เจ้าของร้าน ผู้จัดการ ลูกจ้างขายของ ซึ่งต้องรู้หรือควรรู้ว่ากำลังจำหน่ายงานละเมิดลิขสิทธิ์ด้วย พวกเขาจึงรับโทษอาญาหรือจ่ายค่าเสียหายแก่เจ้าของงาน กรณีสำนักพิมพ์ผลิตหนังสือที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น นอกจากนักเขียนที่ลอกหรือดัดแปลงงานนั้นต้องรับโทษอาญาแล้ว หากสำนักพิมพ์ทราบว่าผลิตงานโดยมิได้รับอนุญาตจากเจ้าของงานก่อน แล้วยังออกจำหน่ายอีก จะต้องรับโทษร่วมกับนักลอกด้วย ซึ่งการทำเพื่อเห็นแก่การค้าหากำไร ผู้กระทำจะรับโทษจำคุกสูงขึ้นและปรับมากขึ้นเป็นกรณีพิเศษ ดังนั้น การผลิตงานเผยแพร่จึงต้องระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเมื่อมีการแจ้งเตือนให้พิจารณาว่าละเมิดงานลิขสิทธิ์ต้องรีบตรวจสอบทันทีและงดเผยแพร่งานเพื่อมิให้ต้องรับโทษอาญาร่วมกับนักคัดลอกด้วย แต่สำนักพิมพ์มิได้เสียสิทธิในการเรียกค่าเสียหายจากนักคัดลอกเหล่านั้น จะเป็นการปรามนักคัดลอกรุ่นต่อไปมให้ยึดเป็นเยี่ยงอย่างด้วยและลดความเสียหายของตนลงได้
              ลิขสิทธิ์โดยธรรม (Fair use)
              -พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ได้บัญญัติเรื่องข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์ไว้ในมาตรา 32 โดยกำหนดให้การใช้งานลิขสิทธิ์ในบางลักษณะสามารถทำได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากเจ้าของลิขสิทธิ์ เนื่องจาก ถือว่าเป็นการใช้ที่มีความเป็นธรรม เช่น การใช้งานในการเรียนการสอน การเสนอรายงานข่าว หรือการใช้งานโดยบรรณารักษ์ห้องสมุด เป็นต้น
              -แต่การใช้งานลิขสิทธิ์ดังกล่าวตามที่พระราชบัญญัติกำหนดไว้จะต้องอยู่ภายใต้หลักการสำคัญ 2 ประการ ประกอบกัน คือ
              (1)ต้องไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์ และ
              (2)ต้องไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิเกินสมควร
              สรุปลิขสิทธิ์โดยธรรม
              -อนุญาตให้ทำสำเนา งานที่มีลิขสิทธิ์ในจำนวนจำกัด เพื่อวัตถุประสงค์ในการศึกษา และวิจัย ห้องสมุด การใช้งานโสตทัศนวัสดุหรือภาพยนตร์ งานศิลปกรรม งานสถาปัตยกรรม
              -การทำสำเนาเพื่อวัตถุประสงค์ใช้ในการวิจารณ์ รายงานข่าว ใช้ในการสอน (รวมถึงการทำสำเนาหลายชุดเพื่อใช้ในห้องเรียน) งานวิชาการ หรืองานวิจัย ไม่ถือว่าละเมิดต่อกฎหมายลิขสิทธิ์ และไม่ต้องขออนุญาต


              สิทธิ์โดยธรรม (Fair use)
              -มาตรา 33
              การกล่าว คัด ลอก เลียน หรืออ้างอิงงานบางตอนตามสมควรจากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้โดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ถ้าได้ปฏิบัติตามมาตรา 32 วรรคหนึ่ง
              -อนุญาตให้ทำสำเนา งานที่มีลิขสิทธิ์ในจำนวนจำกัด เพื่อวัตถุประสงค์ในการศึกษาและวิจัย
              -การทำสำเนาเพื่อวัตถุประสงค์ใช้ในการวิจารณ์ รายงานข่าว ใช้ในการสอน (รวมถึงการทำสำเนาไว้หลายชุดเพื่อใช้ในห้องเรียน) งานวิชาการ หรืองานวิจัย ไม่ถือว่าละเมิดต่อกฎหมายลิขสิทธิ์ และไม่ต้องขออนุญาต
              ข้อยกเว้นการละเมิดลิขสิทธิ์
              -มาตรา 32
              การกระทำแก่งานอันมีลิขสิทธิ์ของบุคคลอื่นตามพระราชบัญญัตินี้ หากไม่ขัดต่อการแสวงหาประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ตามปกติของเจ้าของลิขสิทธิ์และไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายของเจ้าของลิขสิทธิ์เกินสมควร มิให้ถือว่าเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์
              -หลักการใช้งานลิขสิทธิ์โดยชอบธรรมซึ่งมีวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นการเฉพาะตัว สามารถที่จะกระทำได้หากมีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้
              (1)วิจัยหรือศึกษางานนั้น อันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร
              (2)ใช้เพื่อประโยชน์ของตนเอง หรือเพื่อประโยชน์ของตนเองและบุคคลอื่นในครอบครัวหรือญาติสนิท
              (3)ติชม วิจารณ์ หรือแนะนำผลงานโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น
              (4)เสนอรายงานข่าวทางสื่อสารมวลชนโดยมีการรับรู้ถึงความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานนั้น
              (5)ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏ เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาของศาลหรือเจ้าพนักงานซึ่งมีอำนาจตามกฎหมาย หรือในการรายงานผลการพิจารณาดังกล่าว
              (6)ทำซ้ำ ดัดแปลง นำออกแสดง หรือทำให้ปรากฏโดยผู้สอนเพื่อประโยชน์ในการสอนของตน อันมิใช่การกระทำเพื่อหากำไร
              (7)ทำซ้ำ ดัดแปลงบางส่วนของงาน หรือตัดทอนหรือทำบทสรุปโดยผู้สอนหรือสถาบันศึกษา เพื่อแจกจ่ายหรือจำหน่ายแก่ผู้เรียนในชั้นเรียนหรือในสถาบันศึกษา ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการกระทำเพื่อหากำไร
              (8)นำงานนั้นมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการถามและตอบในการสอบ
              ลิขสิทธิ์โดยธรรม ห้องสมุด พ.ศ.2537
              -มาตรา 34
              หลักการใช้งานลิขสิทธิ์โดยชอบธรรมด้วยการทำซ้ำ โดยบรรณารักษ์ของห้องสมุด ซึ่งงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ มิให้ถือว่าเป้นการละเมิดลิขสิทธิ์หากการทำซ้ำนั้นมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อหากำไร ในกรณีดังต่อไปนี้
              (1)การทำซ้ำเพื่อใช้ในห้องสมุดหรือให้แก่ห้องสมุดอื่น
              (2)การทำซ้ำงานบางตอนตามสมควรให้แก่บุคคลอื่นเพื่อประโยชน์ในการวิจัยหรือการศึกษา
              จำนวนที่ทำซ้ำตามข้อ (1) และข้อ (2) ต้องไม่เกินจำนวนที่จำเป็น โดยคำนึงถึงความเหมาะสมด้วย
              งานไม่มีลิขสิทธิ์
              -กฎหมายลิขสิทธิ์กำหนดงานที่ถือว่าไม่มีลิขสิทธิ์ไว้ด้วย หมายความว่า ทุกคนสามารถนำชิ้นงานทั้งหมดหรือบางส่วนไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือส่วนรวมได้โดยไม่ต้องขออนุญาตหรือจ่ายค่าตอบแทนก่อน อันได้แก่
              (1)ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่างๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสารอันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
              (2)รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
              (3)ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือ หน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
              (4)คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
              (5)คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่างๆ ตามข้อ 1 ถึงข้อ 4 ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่นจัดทำขึ้น


                วันศุกร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2554

                บริการยืมระหว่างห้องสมุดหรือสถาบัน (Inter Library Loan / ILL)

                กระบวนวิชา 009355 บริการห้องสมุดและบริการสารสนเทศ

                สรุปเรื่อง บริการยืมระหว่างห้องสมุดหรือสถาบัน


                ประจำวันที่  24  มิถุนายน  พ.ศ.2554
                ___________________________________

                บริการยืมระหว่างห้องสมุดหรือสถาบัน


                บริการยืมระหว่างห้องสมุด

                • ความหมายของบริการยืมระหว่างห้องสมุดหรือสถาบัน
                  -เป็นบริการที่สถาบันหรือสถาบันบริการสารสนเทศร่วมมือกันในการให้บริการขอใช้วัสดุห้องสมุดภายในสถาบันหรือสถาบันบริการสารสนเทศแห่งอื่นๆ โดยมีข้อตกลงร่วมกัน

                  Library

                • ลักษณะการยืม  มีดังต่อไปนี้
                  (1)ยืมระหว่างสถาบันสาขากับศูนย์กลาง
                  -แบ่งออกเป็นสองส่วน  คือ  ภายใน กับ ภายนอก
                  (2)ยืมระหว่างสถาบันในประเทศ
                  -การยืมเพื่อวัตถประสงค์ของผู้ใช้หรือห้องสมุด 
                  (3)ยืมระหว่างสถาบันที่อยู่ต่างประเทศ
                  -เป็นการยืมระหว่างประเทศที่สมัครเข้าเป็นสมาชิกในกลุ่มเครือข่ายเดียวกัน  โดยอาจจะยืมผ่านทางหอสมุดแห่งชาติของแต่ละประเทศที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก


                • บริการยืมระหว่างห้องสมุดหรือสถาบัน  ประกอบไปด้วย
                  (1)การขอยืม (Borrowing)
                  -การขอยืมเป็นการให้ความช่วยเหลือห้องสมุดหรือสถาบันสารสนเทศที่มีจำนวนทรัพยากรที่จำกัดและไม่เพียงพอต่อการให้บริการแก่ผู้ที่มาใช้บริการ  จึงทำให้เกิดการขอยืมทรัพยากรสารสนเทศจากห้องสมุดหรือสถาบันอื่นๆ เกิดขึ้นมา  เพื่อเป็นการให้ความช่วยเหลือในด้านทรัพยากรสารสนเทศ ช่วยทำให้ทรัพยากรสารสนเทศเกิดการกระจายไปสู่ผู้ใช้บริการอื่นๆ มากขึ้น  นับว่าเป็นการส่งเสริมให้มีการใช้ทรัพยากรสารสนเทศได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
                  (2)การให้ยืม (Lending)
                  -การให้ยืมเป็นความช่วยเหลือของห้องสมุดหรือสถาบันสารสนเทศที่มีความพร้อมทางด้านทรัพยากรสารสนเทศแก่ห้องสมุดหรือสถาบันสารสนเทศที่ให้สามารถติดต่อขอหยิบยืมทรัพยากรสารสนเทศภายในห้องสมุดของตนเองได้  เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการให้ความช่วยเหลือห้องสมุดหรือสถาบันสารสนเทศที่มีไม่สามารถให้บริการทรัพยากรสารสนเทศแก่ผู้ใช้บริการได้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการให้บริการยืม-คืน นับว่าเป็นการรักษากลุ่มผู้ใช้เพื่อให้ยังคงกลับมาใช้ห้องสมุดของตนได้


                  ความสะดวกในการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศของผู้ใช้

                • ความคาดหวังของผู้ใช้บริการ (User Expectation)
                  (1)ห้องสมุดให้บริการสารสนเทศแก่ผู้ใช้
                  -ห้องสมุดจะต้องมีทรัพยากรสารสนเทศที่จำเป็นและเพียงพอต่อการให้บริการแก่ผู้ใช้  และต้องทราบว่าผู้ใช้มีความต้องการใช้ทรัพยากรสารเทศใดบ้าง  เพื่อที่ห้องสมุดสามารถจัดเตรียมทรัพยากรสารสนเทศได้ตรงตามความต้องการแก่ผู้ที่มาใช้บริการได้
                  (2)มีความสะดวกในการเข้าถึงสารสนเทศ
                  -เนื่องจากห้องสมุดเป็นตัวกลางที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้ทุกประเภท  ห้องสมุดจึงต้องจัดเตรียมทรัพยากรสารสนเทศเพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้ง่ายและสะดวกรวดเร็วในการใช้บริการ  เนื่องจากผู้ใช้คาดหวังว่าจะได้รับสารสนเทศที่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้  อีกทั้งผู้ใช้คาดหวังว่าห้องสมุดจะสามารถจัดหาหนทางที่ทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงสารสนเทศได้จากภายในและภายนอกห้องสมุด
                  (3)ได้มาซึ่งสารสนเทศที่ต้องการและมีความเหมาะสม
                  -หลังจากที่ห้องสมุดสามารถจัดหาสารสนเทศให้แก่ผู้ใช้แล้ว ก็ควรทำการสำรวจเพื่อประเมินว่าการให้บริการของห้องสมุดนั้นมีความสะดวกรวดเร็วและเหมาะสมต่อความต้องการของผู้ใช้ได้มากน้อยเพียงใด  เพื่อให้เกิดการนำไปพัฒนาการให้บริการของห้องสมุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ช่วยเพิ่มศักยภาพของห้องสมุดได้  ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ใช้เกิดความพึงพอใจและให้ความไว้วางใจในห้องสมุดว่าสามารถจัดหาสารสนเทศที่ตนต้องการได้อย่างดีที่สุด  แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ในการให้บริการของห้องสมุดได้เป็นอย่างดี  นับว่าเป็นการเพิ่มคุณภาพของห้องสมุดเพื่อให้ผู้ใช้บริการเกิดความประทับใจและกลับมาใช้บริการของห้องสมุดอีกในภายหลัง
                  (4)มีความน่าเชื่อถือ
                  -ในการจัดหาทรัพยากรสารสนเทศให้แก่ผู้ใช้  สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือความน่าเชื่อถือในทรัพยากรสารสนเทศนั้นๆ ว่าสามารถให้ข้อมูลได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้แล้วก็ต้องมีการอ้างอิงถึงแหล่งที่มาที่มีความน่าเชื่อถือ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอ้างถึงหน่วยงานหรือองค์กรที่จัดทำก็ย่อมเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับทรัพยากรสารสนเทศนั้นๆได้เป็นอย่างดี  หากยิ่งเป็นหน่วยงานหรือองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตนเองจัดทำด้วยแล้ว  ยิ่งทำให้ทรัพยากรสารสนเทศนั้นได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้เป็นอย่างมาก
                  (5)ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าถึง
                  -ผู้ใช้ย่อมคาดหวังในการได้รับสารสนเทศที่ตนต้องการใช้งานโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าถึง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ใช้เลือกที่จะกลับมาใช้บริการอีกครั้ง และช่วยสร้างทัศนคติที่ดีในการเข้าใช้บริการในห้องสมุดให้แก่ผู้ใช้ว่าหากเลือกที่จะมาใช้บริการที่ห้องสมุดจะทำให้ได้สารสนเทศที่ต้องการโดไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย  ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยประหยัดทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาของผู้ที่มาใช้บริการ  อีกทั้งยังทำให้ผู้ใช้เกิดความพึงพอใจในการใช้บริการเพราะนอกจากไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแล้วยังได้รับสารสนเทศที่มีคุณภาพและมีความน่าเชื่อถือ
                  (6)สามารถสนองตอบความต้องการของผู้ใช้
                  -ห้องสมุดสามารถที่จะจัดหาสารสนเทศที่ให้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างดีที่สุด ถึงแม้ว่าอาจจะไม่สามารถจัดให้ได้ตรงตามความต้องการได้อย่างสมบูรณ์แบบ ก็แสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ในงานบริการให้แก่ผู้ใช้ภายในห้องสมุดซึ่งจะเป็นสิ่งที่ชี้วัดคุณภาพในการให้บริการของห้องสมุด ก่อให้เกิดการแข่งขันทางด้านคุณภาพทางด้านการศึกษาว่าห้องสมุดใดสามารถเป็นแหล่งจัดหาและรวบรวมองค์ความรู้ที่มีอยู่ได้ครอบคลุมกับความต้องการของผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี





                • ปรัชญาของการบริการยืมระหว่างห้องสมุดหรือสถาบัน
                  (1)ไม่มีห้องสมุดใดสามารถจัดหาทรัพยากรที่สามารถสนองความต้องการด้านสารสนเทศของผู้ใช้ได้อย่างครอบคลุมทั้งหมด  เนื่องจาก  มีทรัพยากรสารสนเทศอีกเป็นจำนวนมากที่ยังคงกระจัดกระจายและไม่สามารถเข้าถึงได้  ห้องสมุดจึงไม่สามารถจัดหาสารสนเทศได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ได้ทั้งหมด  อีกทั้งห้องสมุดไม่สามารถจัดหาหรือรวบรวมความรู้อีกเป็นจำนวนมากที่ผู้ใช้ต้องการได้อย่างครบถ้วน  จึงเกิดเป็นความร่วมมือระหว่างห้องสมุดขึ้นมา  เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนสารสนเทศซึ่งกันและกัน เกิดเป็นเครือข่ายความร่วมือในการให้บริการแก่ผู้ใช้ เพื่อสามารถจัดหาทรัพยากรสารสนเทศที่ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ได้มากที่สุด เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับสารสนเทศที่สามารถนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
                  (2)ความร่วมมือเป็นพื้นฐานของการจัดบริการยืมระหว่างห้องสมุดหรือสถาบัน เนื่องจาก ห้องสมุดอาจจะมีข้อจำกัดในด้านทรัพยากรสารสนเทศที่ไม่สามารถให้บริการผู้ใช้ได้อย่างครบถ้วน อีกทั้งห้องสมุดจำเป็นต้องแลกเปลี่ยนทรัพยากรสารสนเทศกับห้องสมุดอื่นเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงบริการยืม-คืนได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น จึงต้องอาศัยความร่วมมือจากห้องสมุดที่อยู่ในเขตภูมิภาคเดียวกันเพื่อสร้างเป็นเครือข่ายในการจัดหาและรวบรวมทรัพยากรในแต่ละห้องสมุดให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากทรัพยากรสารสนเทศบางอย่างอาจไม่เป็นที่ต้องการใช้ของผู้ใช้ที่เป็นสมาชิกในห้องสมุดนั้นๆ แต่อาจเป็นที่ต้องการของผู้ใช้ที่เป็นสมาชิกของห้องสมุดอื่นๆ เพื่อให้ทรัพยากรสารสนเทศเกิดการใช้งานได้อย่างคุ้มค่าดีกว่าที่ไม่มีผู้ใช้งานให้เกิดประโยชน์ ซึ่งจะก่อให้เกิดการหมุนเวียนการใช้ทรัพยากรสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพและตรงกับความต้องการของผู้ใช้ได้มากที่สุด


                • ความสำคัญของบริการยืมระหว่างห้องสมุดหรือสถาบัน
                  (1)ขยายความสามารถในการเข้าถึงสารสนเทศของผู้ใช้
                  (1.1)ช่วยลดปัญหาการมีวัสดุในห้องสมุดไม่เพียงพอ เนื่องจากการใช้สารสนเทศของผู้ใช้ที่อยู่ห่างไกลหรือผู้ใช้ของสถาบันขนาดเล็กมีข้อจำกัดในด้านทรัพยากรมีจำนวนน้อย ทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถได้รับสารสนเทศที่ตรงกับความต้องการในการใช้เท่าที่ควร
                  (1.2)ช่วยลดช่องว่างระหว่างสถาบัน รวมถึงการสร้างความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงสารสนเทศของผู้ใช้  สามารถช่วยเพิ่มในการขยายการเข้าถึงได้  ผู้ใช้สามารถเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศในห้องสมุดได้มากขึ้น ทำให้ผู้ใช้มีองค์ความรู้ในการศึกษาค้นคว้าได้มากขึ้น ตรงต่อความต้องการใช้มากขึ้น  รวมทั้งมีความหลากหลายในการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศ สามารถเลือกใช้สารสนเทศที่ตนต้องการได้มากยิ่งขึ้น
                  (2)ช่วยลดข้อจำกัดด้านระยะทาง
                  -การที่จะให้ผู้ใช้ไปใช้บริการในห้องสมุดที่มีทรัพยากรสารสนเทศที่พร้อมนั้นก็เป็นเรื่องที่ยากลำบาก เนื่องจากไม่สะดวก และผู้ใช้ส่วนใหญ่เลือกที่จะไม่ไปใช้บริการเป็นส่วนใหญ่ เพราะ เสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางและเสียทั้งเวลา เพื่อที่จะให้บริการผู้ใช้ได้มากขึ้น จึงทำให้เกิดเป็นความร่วมมือของห้องสมุดขึ้นมา ในการสร้างเครือข่ายเพื่อทำหน้าที่แลกเปลี่ยนทรัพยากรสารสนเทศซึ่งกันและกันในระหว่างห้องสมุด ซึ่งจะเป็นสิ่งที่ช่วยลดปัญหาข้อจำกัดด้านระยะทางได้เป็นอย่างดี อีกทั้งผู้ใช้ก็ได้รับทรัพยากรสารสนเทศที่นอกเหนือจากห้องสมุดที่ตนเลือกใช้บริการอีกด้วย
                  (3)มีการใช้ทรัพยากรสารสนเทศที่คุ้มค่าทุน
                  -การที่ห้องสมุดจะจัดซื้อจัดหาทรัพยากรสารสนเทศเข้าห้องสมุดนั้นจะต้องมีการพิจารณาและตรวจสอบดูก่อนว่าทรัพยากรสารสนเทศนั้นผู้ใช้มีความจำเป็นหรือความต้องการในการใช้หรือไม่ เพื่อให้ทรัพยากรสารสนเทศที่ได้ทำการสั่งซื้อมาแล้วนั้นตรงต่อความต้องการของผู้ใช้งาน ย่อมทำให้เกิดการใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ไม่มีผู้ใช้มาหยิบยืมเลย เท่ากับเป็นการใช้งบประมาณที่สิ้นเปลือง เนื่องจากห้องสมุดมีงบประมาณอย่างจำกัด หากมีการวางแผนในการจัดซื้อแล้วนั้นก็จะทำให้ทรัพยากรสารสนเทศถูกใช้งานอย่างสม่ำเสมอโดยผู้ใช้ และจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ได้อย่างแท้จริง
                  (4)ช่วยประหยัดงบประมาณเพื่อหลีกเลี่ยงในการซื้อซ้ำซ้อน
                  -หากห้องสมุดเกิดความร่วมมือในการจัดทำบรรณานุกรมร่วมกัน ก็จะทำให้เกิดการจัดซื้อจัดหาทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นการหลีกเลี่ยงการซื้อทรัพยากรที่ซ้ำซ้อน หากห้องสมุดใดมีทรัพยากรสารสนเทศนั้นๆแล้ว ก็จะทำให้ห้องสมุดอื่นๆที่อยู่ในเครือข่ายเดียวกันไม่ซื้อทรัพยากรสารสนเทศนั้นๆอีก เพื่อที่จะได้นำเงินงบประมาณไปซื้อทรัพยากรสารสนเทศอื่นๆ ที่ไม่ซ้ำกันแทน ช่วยทำให้ห้องสมุดมีทรัพยากรสารสนเทศที่หลายหลายในการให้บริการผู้ใช้ได้มากขึ้น เป็นทางเลือกให้ผู้ใช้เลือกใช้ทรัพยากรได้อย่างตรงตามความต้องการและเหมาะสมในการใช้งานได้เป็นอย่างดี
                  (5)ช่วยทำให้สามารถเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศที่หายาก
                  -เมื่อเกิดเป็นความร่วมมือในการสร้างเครือข่ายระหว่างห้องสมุดหรือสถาบันสารสนเทศด้วยกันเอง ย่อมทำให้ผู้ใช้บริการแต่ละห้องสมุดหรือสถาบันสารสนเทศสามารถเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศได้มากขึ้น ย่อมหมายความว่าสามารถเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศที่หายากของแต่ละห้องสมุดหรือสถาบันสารสนเทศๆด้ด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้ใช้ได้รับทรัพยากรสารสนเทศที่ไม่สามารถหายืมได้จากห้องสมุดหรือสถาบันสารสนเทศที่ตนใช้บริการได้  ช่วยทำให้ประหยัดเวลาให้กับผู้ใช้และช่วยอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ในการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศที่หายากได้อีกด้วย
                  (6)สร้างความแข็งแรงในการจัดการ
                  -ในการร่วมมือกันระหว่างห้องสมุดเพื่อสร้างเครือข่ายระหว่างห้องสมุดหรือสถาบันสารสนเทศย่อมทำให้เกิดการบริหารจัดการร่วมกันได้ดีกว่าการบริหารจัดการของห้องสมุดเพียงลำพัง ซึ่งจะช่วยทำให้ห้องสมุดแต่ละแห่งสามารถให้บริการผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถให้ความช่วยเหลือผู้ใช้ในการให้บริการได้เป็นอย่างดี ผู้ใช้สามารถเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพในการนำไปใช้งานให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริง
                  (7)สร้างภาพลักษณ์ที่ดีในการให้บริการ
                  -บริการยืมระหว่างห้องสมุดจะเป็นสิ่งที่ช่วยทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้หลากหลายและตรงกับความต้องการในการนำไปใช้งานได้มากขึ้น ย่อมทำให้ผู้ใช้ได้รับทรัพยากรสารสนเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้เกิดความเชื่อถือในการให้บริการของห้องสมุดและพึงพอใจในการให้บริการ ย่อมทำให้ผู้ใช้เกิดความประทับใจในบริการ และผู้ใช้รู้สึกต้องการที่จะกลับมาใช้บริการอีกในภายหลัง ย่อมส่งผลให้ห้องสมุดเกิดภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของผู้ใช้เป็นอย่างดี




                  องค์ประกอบของบริการยืมระหว่างห้องสมุดหรือสถาบัน
                  (1)การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ
                  -ในการสร้างเครือข่ายย่อมทำให้ผู้ใช้สามารถใช้บริการนอกเหนือจากห้องสมุดที่ตนเองเป็นสมาชิกได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศได้อย่างหลากหลายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เกิดการกระจายทรัพยากรสารสนเทศไปสู่ผู้ใช้มากขึ้นตามไปด้วย ทำให้ทรัพยากรสารสนเทศเกิดการแลกเปลี่ยนในระหว่างห้องสมุดมากขึ้น ทรัพยากรสารสนเทศเกิดการใช้งานมากขึ้น ย่อมทำให้ทรัพยากรสารสนเทศเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้เป็นอย่างมากและช่วยทำให้ผู้ใช้เกิดความพึงพอใจในการให้บริการได้เป็นอย่างดี
                  (2)การสร้างข้อตกลงความร่วมมือระหว่างห้องสมุด
                  -การสร้างความร่วมมือกันระหว่างห้องสมุด ย่อมจะต้องมีหน่วยงานกลางในการทำหน้าที่จัดการบริหารเพื่อให้ห้องสมุดดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน จึงต้องมีการกำหนดกฎระเบียบหรือข้อบังคับในการให้บริการยืมระหว่างห้องสมุดหรือสถาบันสารสนเทศเพื่อให้เกิดการปฎิบัติร่วมกันในการใช้เป็นแนวทางในการให้บริการยืมระหว่างห้องสมุดแก่ผู้ที่มาใช้บริการ
                  (3)แบบฟอร์มการยืมระหว่างห้องสมุด
                  -การมีแบบฟอร์มในการยืมระหว่างห้องสมุดหรือสถาบันสารสนเทศเพื่อให้ห้องสมุดแต่ละแห่งใช้เป็นแบบในการติดต่อขอยืมทรัพยากรสารสนเทศจากห้องสมุดอื่นๆ ในเครือข่ายให้เป็นไปอย่างมีแบบแผนอย่างเดียวกัน ทำให้เกิดความเป็นระเบียบในการจัดการได้ง่ายมากยิ่งขึ้น
                  (4)การเป็นสมาชิกระหว่างห้องสมุด
                  -การเป็นสมาชิกระหว่างห้องสมุดจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศให้แก่ผู้ใช้มากขึ้น ช่วยทำให้ผู้ใช้มีทางเลือกในการเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศมากขึ้น อีกทั้งผู้ใช้ไม่ต้องเดินทางไกลไปติดต่อขอยืมทรัพยากรสารสนเทศด้วยตนเอง ห้องสมุดจะช่วยจัดการดำเนินการแทนผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้ได้รับทรัพยากรสารสนเทศที่สะดวกและรวดเร็วมากขึ้น








                  การดำเนินงานบริการยืมระหว่างห้องสมุด
                  จะเห็นได้ว่าจะต้องมีคณะกรรมการช่วยควบคุมการดำเนินงาน ปรับปรุง และพัฒนา มีคณะทำงานฝ่ายบริการสารนิเทศในการดำเนินงาน ซึ่งจะมีการจัดทำสิ่งต่างๆ ดังต่อไปนี้
                  (1)การจัดทำคู่มือ
                  (2)การกำหนดมาตรฐานร่วมกัน
                  (3)กำหนดรูปแบบรายการประสานงาน